การตีความ

กฎหมายไทย

พร้อมด้วย

เทคนิคการเรียนกฎหมายด้วยตนเอง

โดย

นายมานิตย์  จิตต์จันทร์กลับ

ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา

อดีต

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้     อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา  

กรรมาธิการวิสามัญกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้รัฐธรรมนูญ วุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๕

ที่ปรึกษาคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จะเสนอต่อวุฒิสภา พ.. ๒๕๔๒   ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร    ผู้สอนกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และวิชาการเขียนและค้นคว้าในทางกฎหมาย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

 

 

 

(สงวนลิขสิทธิ์)


สารบัญ

การตีความกฎหมายไทย

 

หัวข้อเรื่อง                                                                                                        หน้า

ผู้เขียน                                                                                                              

คำนำ                                                                                                                

เรื่องที่ควรทราบก่อนอ่านเรื่องตีความฯ                                                                      

บทนำ                                                                                                                ๑๔

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คืออะไร                                                               ๑๖

เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔                   ๑๗

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕                                                      ๑๘

กฎหมายคืออะไร                                                                                                  ๑๙

ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ                                                                                             ๒๒

กฎหมายแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท                                                                            ๒๕

กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ                                                                                     ๒๙

ความหมายของคำว่า “ตีความ”                                                                                 ๓๐

กฎหมายที่บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการตีความกฎหมาย                                                  ๓๔

กฎหมายที่บังคับให้ศาลต้องใช้ภาษาไทย                                                                   ๓๔

การตีความกฎหมาย                                                                                              ๔๐

ความมุ่งหมายของกฎหมาย            คืออะไร                                                                          ๔๑

ความหมายของชื่อกฎหมายต่างๆบอกถึงความมุ่งหมาย            ของกฎหมายด้วย                         ๔๓

ตัวอย่างการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ (๔)                                                          ๔๖

กระบวนการหลังจากศาล มีคำพิพากษาให้จำคุก                                                           ๕๑

ศาลออกหมายจำคุกได้เมื่อไร                                                                                  ๕๑

การรอการลงโทษ                                                                                                  ๕๖

เทคนิคการเรียนกฎหมายด้วยตนเอง                                                                         ๖๓                                                       

 


ผู้เขียน

นายมานิตย์  จิตต์จันทร์กลับ

ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา

อดีต

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้    อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา

กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้รัฐธรรมนูญ วุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๕


คำนำ

 

ความจริง ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่องการตีความกฎหมายไทย และคู่มือการเรียนกฎหมาย เมื่อประมาณ ๑๐ ปีเศษ มาแล้ว ซึ่งในขณะนั้นมี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ เป็นคู่มือ เพื่อค้นหาคำศัพท์ภาษาไทยที่เป็นคำศัพท์ภาษาราชการ  และคำศัพท์กฎหมาย และได้นำออกแจกให้เพื่อนฝูงที่สนิทมักคุ้นกันได้อ่านเพื่อให้ช่วยตรวจสอบและให้ข้อคิดเห็น และยังได้แจกจ่ายให้ลูกศิษย์ และผู้ใต้บังคับบัญชาได้อ่านกัน ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดไม่เห็นด้วย  บางคนนำไปใช้ในการศึกษากฎหมายได้แจ้งว่าได้ผลดีมีแนวทางการเรียนง่ายขึ้น  และเมื่อผู้เขียน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จะเสนอต่อวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ ก็ได้นำไปเผยแพร่ให้สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นคณะกรรมการได้อ่านกัน  ท่านประธานกรรมการ คือ ศาสตราจารย์ ไพศาล กุมาลย์วิสัย ได้นำไปให้วุฒิสภา พิมพ์แจกบรรดาสมาชิกวุฒิสภาชุดนั้น และบรรดาข้าราชการของวุฒิสภาได้ศึกษากัน นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้อนุญาตให้ คุณอุดม แซ่อึ้ง โปรแกรมเมอร์ ผู้เขียนโปรแกรมระบบปฏิบัติงานของศาลอาญาทั้งระบบ เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๗ ได้นำไปเผยแพร่ให้ผู้สนใจได้อ่านกัน ทางเว็บไซท์ ชื่อ thaijustice . com และยังคงอยู่ในเว็บไซท์ ดังกล่าวจนบัดนี้ และยังไม่ปรากฏว่า มีผู้ใดโต้แย้งไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดและวิธีการของผู้เขียน

 

ผู้เขียนได้ค่อยๆปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นตลอดมา และได้ปรับปรุงอีกครั้งเมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๔๘ ซึ่งในครั้งนี้ ราชบัณฑิตยสถาน ได้ปรับปรุง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕ ให้เป็น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ และได้เพิ่มเติมคำศัพท์ต่างๆ โดยเฉพาะ คำศัพท์กฎหมาย เข้ามาอีกมากมายหลายคำ จนค่อนข้างสมบูรณ์ และรัฐสภายังได้ตรา พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ออกมาใช้บังคับแทน พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๘๕ และพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๘๗ ทำให้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและยืนยันความสำคัญของ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่าเป็นหนังสือตำราภาษาไทยของชาติ สำหรับให้คนไทยทั้งชาติได้ใช้ในการพูด การเขียน การอ่านภาษาไทยที่มีมาตรฐานเดียวกันอย่างชัดเจนอีกด้วย

 แรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้เขียนเขียนหนังสือเรื่อง การตีความกฎหมายไทย เนื่องมาจากผู้เขียนเป็นนักศึกษากฎหมายคนหนึ่ง  และโชคดีที่มีโอกาสได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตุลาการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี   ได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมานานเป็นเวลาเกือบ ๔๐ ปีเต็ม (เริ่มเข้ารับราชการตุลาการตั้งแต่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๘)  และยังมีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานคร คือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลละประมาณ ๒ ปี   ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการ และอนุกรรมการยกร่างกฎหมาย   แก้ไขกฎหมาย   เป็นผู้สอนกฎหมายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และวิชาการเขียนและการค้นคว้าในทางกฎหมาย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

  

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร์ ให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จะเสนอต่อวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑  เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๒  และ เป็น กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้รัฐธรรมนูญ วุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๕

 

ในการเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมกับสมาชิกวุฒิสภาและนักวิชาการหลายสิบครั้ง และยังได้ร่วมดินทางไปรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการและประชาชนในต่างจังหวัดทุกภาค  คณะกรรมาธิการวิสามัญใช้เวลากว่า ๒ ปีในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว และคณะกรรมาธิการได้ทำรายงานเสนอวุฒิสภาไปแล้วเมื่อ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๘

 

การปฏิบัติหน้าที่ต่างๆดังกล่าวล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตีความทั้งสิ้น   ซึ่งมีทั้งการตีความกฎหมาย  ตีความสัญญา  และตีความเอกสารอื่นๆที่คู่ความยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาท   และประเด็นแห่งคดีในศาล    และยังได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมใหญ่ในศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายหลายคดี    ร่วมประชุมคณะกรรมการต่างๆ   ได้ฟังการอภิปรายในปัญหาข้อกฎหมายมานับจำนวนครั้งไม่ถ้วน    นอกจากนี้ยังได้ติดตามอ่านคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกา  และองค์กรต่างๆของรัฐ  เช่นศาลรัฐธรรมนูญ   คณะกรรมการการเลือกตั้ง  คณะกรรมการกฤษฎีกา      คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ    

 

จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนผ่านพบมาดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนพบความจริงที่ถือได้ว่าสำคัญยิ่งประการหนึ่งว่า  ที่บ้านเมืองของเรามีปัญหาวุ่นวายสับสน ในการดำเนินกิจการต่างๆ   รวมทั้งการเป็นคดีความในศาล  และการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากเรื่องการตีความกฎหมาย   และการตีความเอกสารสัญญาต่างๆ ซึ่งผู้มีอำนาจตีความต่างตีความตามความคิดเห็นของตนเอง  บางครั้งอ้างว่า  ตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย   บางคนอ้างเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมาย  ไม่ได้อ้างอิงหลักกฎหมายเกี่ยวกับการตีความ   ไม่ได้อ้างหลักวิชาภาษาไทย   วิชาไวยากรณ์ไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ได้ระบุถึงเหตุผลในการตีความว่า ได้นำความหมายของถ้อยคำที่ตีความมาจากหนังสือตำราภาษาไทยฉบับใด  ทั้งๆที่ทางราชการ คือ ราชบัณฑิตยสถาน ได้จัดทำ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ขึ้นมาเพื่อให้คนไทยใช้ภาษาไทยที่มีมาตรฐานเดียวกันในการเขียนหนังสือไทยในทางราชการและในโรงเรียนแล้ว

  

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางคนอ้างเหตุผลว่า  ต้นฉบับกฎหมายเรื่องนี้ที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศตีความว่าอย่างนี้   หรือหมายความว่าอย่างนั้นอย่างนี้   ทำให้ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า ประเทศของเราตกเป็นเมืองขึ้นทางภาษาของต่างประเทศหรืออย่างไร    เราไม่มีเอกราชในทางภาษาหรือ    บรรพบุรุษของเราที่เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ไม่ได้สร้าง ภาษาหนังสือไทย ไว้ให้พวกเราคนไทยเอาไว้สื่อความหมายที่เป็นมาตรฐานเดียวกันหรืออย่างไร จึงต้องไปอ้างอิงต้นฉบับภาษาต่างประเทศ  และกฎหมายไทยบัญญัติต้นฉบับเป็นภาษาต่างประเทศหรือ

 

เมื่อผู้เขียนได้ค้นคว้าอย่างจริงจังในทุกด้านแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่    แต่เป็นเพราะการเรียนการสอนหนังสือของคนไทยเราครูผู้สอนส่วนใหญ่ไม่ได้พยายามที่จะสอนหลักภาษาและวิชาไวยากรณ์ไทยกันอย่างจริงจัง  ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ  ไม่ได้บอกคำนิยามความหมายของถ้อยคำต่างๆที่เป็นภาษาราชการตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ผู้เรียน  ผู้ศึกษาทราบ การแนะนำให้ใช้พจนานุกรม ก็เพื่อให้เขียนตัวสะกดได้ถูกต้องเท่านั้น  ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำนิยามความหมายของถ้อยคำ    และจัดพิมพ์ หนังสือ พจนานุกรม ฉบับ

 

นอกจากนี้ ครู อาจารย์ ผู้สอนวิชาการต่างๆ รวมทั้งวิชากฎหมายยังพูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษในการสอนวิชาการต่างๆอีกด้วย  เมื่อค้นพบเหตุผลดังกล่าวนี้ผู้เขียนได้พยายามที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการเริ่มรณรงค์ให้ข้าราชการตุลาการใช้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ในการเขียนและอ่านหนังสือราชการ และอ่านและตีความกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าค่อยๆเป็นที่ยอมรับขึ้นมาในระดับหนึ่ง  คำพิพากษาศาลฎีกาเริ่มอ้างคำนิยามความหมายของถ้อยคำตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหนาตาขึ้น

   

หมายเหตุ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จัดทำขึ้นโดย ราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน  พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน ได้รับการปรับปรุงต่อมาตามลำดับ คือ ฉบับพุทธศักราช ๒๔๘๕  ๒๔๘๖ และพุทธศักราช ๒๕๔๔  ซึ่งฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๔ ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔  ปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานได้ทำการปรับปรุง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕  เป็น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒แล้ว  

 

 สำหรับผู้เขียนเมื่อค้นพบวิธีอ่านและตีความกฎหมายโดยอาศัยพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นเครื่องมือ และคู่มือแล้วทำให้อ่านกฎหมายแล้วสามารถเข้าใจได้โดยง่ายแทบจะไม่ต้องเปิดดูคำพิพากษาศาลฎีกาเลย   เมื่อผู้เขียนปฏิบัติได้ผลมาเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี  และแน่ใจว่า เป็นวิธีการ และแนวทางที่ถูกต้อง สามารถพิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ จึงมีความคิดว่า ควรจะได้รวบรวมเขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีการของผู้เขียน   และเพื่อให้ได้มีการโต้แย้งกันทางวิชาการ  ซึ่งในที่สุดคงจะได้ข้อยุติอันจะยังประโยชน์ในการตีความกฎหมายของเราให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน   ความสงบร่มเย็นคงจะมาสู่ประเทศชาติ  และสังคมไทยเรามากขึ้น   เสียงว่ากล่าวด่าทอกันในทางการเมืองเพราะมีความเข้าใจภาษาต่างกันคงจะลดลงไปบ้างไม่มากก็น้อย    ด้วยสาเหตุต่างๆเหล่านี้เป็นเหตุให้ผู้เขียนได้พยายามเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความเห็น

 

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้พูดจากันเป็นส่วนตัวกับครู   อาจารย์ ทั้งผู้สอนวิชากฎหมาย และวิชาอื่นๆ  ผู้พิพากษา  พนักงานอัยการ  พนักงานสอบสวน  เป็นจำนวนมาก ผู้เขียนได้เสนอความเห็น และอธิบายให้ทราบถึงรายละเอียด เรื่องการใช้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ในการอ่านและตีความกฎหมายมาเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว ยังไม่พบผู้ที่ไม่เห็นด้วย และโต้แย้งความเห็นของผู้เขียน

ผู้เขียนหวังว่า  ผู้อ่านโดยเฉพาะที่เป็นนักกฎหมาย  นักวิชาการ  นักการเมืองจะได้ช่วยกันแสดงความเห็นส่งมาที่ผู้เขียนเพื่อจะได้แก้ไขเพิ่มเติมบทความนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป  และอาจจะเป็นการจุดประกายความคิดให้ได้มีการบัญญัติกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายให้ชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจง่าย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ  หากทำได้ดังกล่าว ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า 

๑.การตรากฎหมายในรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาจะใช้เวลาในการอภิปรายน้อยลง และสามารถทำบันทึกรายงานการประชุมไว้ให้ชัดเจนเพื่อเอาไว้ค้นหาความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ ในการบัญญัติกฎหมาย

๒.การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ เมื่อจะพูดจากัน หรือมีหนังสือสั่งการใดๆ ก็สามารถทำได้กระชับถูกต้อง และเข้าใจความหมายตรงกัน ไม่ต้องส่งไปให้หน่วยงานอื่นตีความให้อีก

๓.การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ก็จะใช้เวลาน้อยลงด้วยเพราะศาล คู่ความ และผู้เกี่ยวข้องใช้ภาษาเดียวกัน  และคงไม่ต้องมีการตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมามาเพื่อให้ทำหน้าที่ตีความกฎหมายอีกด้วย เพราะไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่เป็นศาลก็จะตีความกฎหมายได้เหมือนกัน

 

(นายมานิตย์   จิตต์จันทร์กลับ)

ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา

๑๕ กันยายน ๒๕๔๘

ศาลอาญา  (๐๒)๕๔๑–๒๑๖๙

บ้าน (๐๒)๒๗๔-๗๘๘๕,  (๐๒)๒๗๔-๘๒๘๖

มือถือ   (๐๑)  ๖๕๙–๐๘๘๕


เรื่องที่ควรทราบก่อนอ่าน

บทความเรื่องการตีความกฎหมายไทย

และ เทคนิคการเรียนกฎหมายด้วยตนเอง

 

-พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ เป็นหนังสือตำราภาษาไทย เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด และกำหนดความหมายของถ้อยคำภาษาไทย ที่เป็น ภาษาราชการ ที่ ราชบัณฑิตยสถานจัดทำขึ้นตาม พระราชบัญญัติราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.๒๕๔๔  จึงถือได้ว่า เป็นหนังสือตำราภาษาไทยแห่งชาติ ที่คนไทยทุกคนต้องปฏิบัติตามในเรื่องการใช้ภาษาไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

-พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ กำหนดคำนิยามความหมายของคำว่า “ภาษา”ไว้ว่า

“ภาษา” หมายความถึง ถ้อยคำที่ใช้พูด หรือเขียน เพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ   ภาษากฎหมาย   ภาษาธรรม;  เสียง  ตัวหนังสือ หรือ กิริยาอาการที่สื่อความได้  เช่น ภาษาพูด  ภาษาเขียน  ภาษาท่าทาง  ภาษามือ;

 - (ภาษาคอมพิวเตอร์) กลุ่มของชุดอักขระ สัญนิยม และกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาซี  ภาษาจาวา;

-โดยปริยายหมายความว่า  สาระ, เรื่องราว, เนื้อความที่เข้าใจกัน, เช่น ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา เขียนไม่เป็นภาษา ทำงานไม่เป็นภาษา.

 

-จากความหมายของคำว่า “ภาษา” ดังกล่าว ภาษา จึง เป็นปัจจัยสำคัญที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องสื่อความเพื่อความเข้าใจตรงกัน ซึ่งผู้เขียนถือว่า เป็นปัจจัยที่ ๕ ถัดจากปัจจัย ๔  คืออาหาร   เรื่องนุ่งห่ม   ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค แต่ภาษาที่ใช้ร่วมกันจะต้องเป็นภาษาเดียวกัน ทั้งภาษาพูด   ภาษาท่าทาง และภาษาหนังสือ  

 

-การศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษา  การบัญญัติกฎหมายของรัฐสภา   การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี   การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล ล้วนต้องใช้ ภาษา เป็นเครื่องสื่อความหมายทั้งสิ้น

 

-ประเทศไทยมี ภาษา เป็นของตนเอง คือ ภาษาไทย ซึ่งมีทั้งภาษาพูด  ภาษาท่าทาง  ภาษามือ  และ ภาษาหนังสือ 

 

-คนไทยมี ภาษาพูด แต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน  บางถ้อยคำเสียงพูดที่เปล่งออกมาของท้องถิ่นหนึ่งเหมือนกับของอีกท้องถิ่นหนึ่ง แต่ความหมายต่างกัน  ทำให้มีปัญหาในการสื่อความหมายกัน  จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องกำหนดภาษาที่เป็นภาษากลาง ไว้ให้คนไทยใช้ร่วมกัน ที่เรียกว่า “ภาษาราชการ”

 

-ประเทศไทยมี ราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐมีอำนาจหน้าที่ จัดทำหนังสือตำราภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อกำหนดถ้อยคำภาษาไทย พร้อมทั้ง ตัวสะกดการันต์ และคำนิยามความหมายของถ้อยคำดังกล่าว  เพื่อให้คนไทยใช้เป็นคู่มือในการพูด  การเขียน การอ่าน  การแปล และการตีความภาษาหนังสือไทยให้ถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน และใช้ภาษาดังกล่าวเป็น ภาษาราชการ  คือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

 

-การจัดทำพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ราชบัณฑิตยสถาน ได้ดำเนินการไปตาม พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๔ มาตรา ๗(๕) และทางราชการคือ รัฐบาล ได้มีประกาศของทางราชการให้บรรดาหน่วยราชการ และโรงเรียนใช้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นหนังสือตำราในการเขียนหนังสือราชการ คือ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕

 

  -ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข  อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย  พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจ ทางองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๓ องค์กรคือ  รัฐสภา   คณะรัฐมนตรี และ ศาล

 

 -การบัญญัติกฎหมายของรัฐสภา   การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี  และ การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นงานราชการทั้งสิ้น จึงถูกบังคับให้ใช้ภาษาไทยตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ในการปฏิบัติราชการ

 

โดยเฉพาะในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ถึงกับได้มีบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บังคับไว้ว่า ให้ศาล คู่ความ และเจ้าพนักงานศาลใช้ ภาษาไทย ในการพูด และใช้ ภาษาหนังสือไทย ในการเขียนหนังสือเพื่อเก็บไว้เป็นสำนวนความ (ป.วิ.พ.มาตรา ๔๖)

 

-สำหรับ บทบัญญัติของกฎหมายทุกฉบับ เมื่อรัฐสภาใช้ภาษาหนังสือไทยตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มาบัญญัติกฎหมาย  การอ่านกฎหมายเพื่อให้รู้เรื่องและเข้าใจ และเพื่อการศึกษา จึงต้องมีการแปล หรือถ่ายความหมายจาก ภาษากฎหมาย ให้เป็น ภาษาไทยสามัญ นอกจากการแปลแล้ว ยังจะต้องมี การตีความ ด้วย จึงต้องมี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นคู่มือในการแปล และ การตีความ

 

-การแปล กับ การตีความ มีความหมายไม่เหมือนกัน และมีวิธีการดำเนินการไม่เหมือนกัน

“แปล” เป็นคำกริยา หมายความว่า ถ่ายความหมายจากภาษาหนึ่งมาเป็นอีกภาษาหนึ่ง, ทําให้เข้าใจความหมาย.

“ตีความ” เป็นภาษากฎหมาย เป็น คำกริยา  หมายความว่า วิเคราะห์ถ้อยคำ หรือข้อความในกฎหมาย   นิติกรรม  สัญญา  หรือเอกสารอื่นๆ  ที่มีปัญหาสงสัย หรือที่มีความหมายไม่ชัดเจน เพื่อกำหนดความหมายอันแท้จริงของถ้อยคำ หรือข้อความนั้นๆ.

 

-ผู้เขียนมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า ผู้ที่ไม่ใช้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นคู่มือในการแปล และ การตีความกฎหมาย จะไม่สามารถอ่านกฎหมายได้เข้าใจอย่างถูกต้องเลย

 

(มานิตย์  จิตต์จันทร์กลับ)

ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา

๑๕ กันยายน ๒๕๔๘


 บทนำ

ปัญหาเรื่องการตีความกฎหมาย เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการบังคับใช้กฎหมาย  หากตีความไม่ถูกต้องตามความมุ่งหมาย หรือ เจตนารมณ์ ของกฎหมาย ก็จะพาให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดผลในทางตรงกันข้าม   คดีความที่ควรชนะกลับเป็นแพ้  ที่ควรแพ้กลับเป็นชนะ  ผู้ที่ไม่มีอำนาจเข้าใจว่า ตนมีอำนาจแล้วใช้อำนาจนั้นเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น  ผู้ที่มีหน้าที่ไม่ทราบว่าตนมีหน้าที่   ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ หรือ แก่ตัวบุคคลได้อย่างมากมาย   

 

ในส่วนความเสียหายแก่ประเทศชาติ  ในยุคโลกาภิวัตน์  ซึ่งเป็นยุคที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้   สัมพันธ์  หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง  อันเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ  หรือระบบการแสดงชี้แจงข่าวสารข้อมูลต่างๆ     อาจมีผลทำให้คณะรัฐมนตรี  หรือ รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ต้องพ้นจากตำแหน่ง    การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความขัดข้องติดขัด ไม่สามารถดำเนินกิจการงานต่างๆให้เกิดประโยชน์แก่รัฐ หรือ ประชาชนได้โดยรวดเร็วทันต่อสถานการณ์บ้านเมือง     ไม่สามารถเปิดประชุมวุฒิสภา     หรือสภาผู้แทนราษฎรได้   ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้    เพราะการจัดการเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้น.   องค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะมีปัญหาในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ  บางองค์กรผู้ดำรงตำแหน่งทั้งหมดถูกศาลพิพากษาว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปฏิบัติราชการไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

นอกจากนี้ หากมีการตีความให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาล มีอำนาจตุลาการ คืออำนาจในการพิจารณาพิพากษาชี้ขาดคดี หรือ อำนาจในการทำคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี โดยสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อันเป็นการกระทำความผิดกฎหมายอาญาลักษณะหนึ่ง ได้หลายครั้ง โดยไม่ได้ดำเนินการให้มีการดำเนินคดีในศาลตาม มาตรา ๓๒๗ ()  แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐  ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๓ ที่บัญญัติว่า  “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์”

 

หากเป็นเช่นนั้น รัฐอาจต้องเสียงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็ถือว่า เป็นเงินของปวงชนชาวไทย โดยไม่จำเป็นอีกด้วย   เพราะเรื่อง การเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กับ เรื่องการกระทำผิด หรือกระทำการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นกากระทำความผิดทางอาญาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นคนละเรื่องกัน สามารถแยกออกจากกันเป็นคนละลักษณะของการกระทำได้อย่างชัดเจน.

 

สำหรับ ความเสียหายส่วนบุคคล  อาจมีผลถึงกับ    ต้องสิ้นชีวิต,       สิ้นอิสรภาพ,    เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ,    สิ้นอำนาจ,    สิ้นสิทธิต่างๆที่จะพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย,     สูญเสียตำแหน่ง,    สูญเสียทรัพย์สิน,    หรือ ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลาย    ทั้งที่ความจริงไม่ควรจะได้รับผลเช่นนั้น   และถ้าเป็นเช่นนั้นกฎหมายจะกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองเสียเอง   ดังนั้น   จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องการตีความกฎหมายให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดว่า     การตีความคืออะไร   มีหลักเกณฑ์อย่างไร   และมีวิธีการอย่างไร.

 

ผู้เขียนได้รับคำสั่งสอนจากครูของผู้เขียนว่า   การที่เราจะทำการงานเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม  เราควรจะต้องทราบว่า สิ่งนั้นคืออะไร   ยิ่งทราบละเอียดลึกซึ้งเท่าใดยิ่งมีประโยชน์ในการงานนั้นๆมากเท่านั้น  

 

ดังนั้น เมื่อเราจะตีความกฎหมาย  เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทราบว่า   กฎหมาย คืออะไร   การตีความ คืออะไร   มีตัวบทกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการตีความกฎหมายไว้บ้างหรือไม่อย่างไร

 

การตอบคำถามนี้ ผู้เขียนไม่ได้คิดขึ้นเอง  แต่ได้ค้นพบจากหนังสือตำราที่ถือได้ว่า เป็นหนังสือตำราภาษาไทยแห่งชาติ ที่ทางราชการกำหนดให้ใช้อ้างอิงได้ เพราะได้จัดทำขึ้นตาม พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๔ และรัฐบาลไทย ได้ออกประกาศ ให้บรรดาหน่วยงานราชการทุกกระทรวงทบวงกรม และการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน ได้แก่   หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คืออะไร

 

เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการที่จะใช้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ต่อไป ผู้เขียนจะได้คัดลอก พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗  และเหตุผลในการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว พร้อมด้วย ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี มาให้ได้ทราบกันว่า  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คืออะไร  และมีความสำคัญต่อคนไทยเราอย่างไร

 

พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗

 

 มาตรา ๗  ให้ราชบัณฑิตยสถานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ค้นคว้า วิจัย และบำรุงสรรพวิชา แล้วนำผลงานที่ได้สร้างสรรค์ออกเผยแพร่ให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน

(๒) ติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสานงานทางวิชาการกับองค์การปราชญ์และสถาบันทางวิชาการอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

(๓) ให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี

(๔) ให้บริการทางวิชาการแก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐ สถานการศึกษา หน่วยงานของเอกชน และประชาชน

(๕) ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำพจนานุกรม  สารานุกรมอักขรานุกรม อนุกรมวิธาน การบัญญัติศัพท์วิชาการสาขาต่างๆรวมทั้งการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยและงานวิชาการอื่นๆ

(๖) กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย การอนุรักษ์ภาษาไทยมิได้แปรเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อม และการส่งเสริมภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้ปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น

(๗) ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ

ราชบัณฑิตยสถาน

 

เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔  

 

 เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานประกอบกับงานในหน้าที่ของราชบัณฑิตยสถานได้ขยายตัวออกไปมากทั้งในด้านการค้นคว้า วิจัย และการให้บริการทางวิชาการแก่รัฐบาล  หน่วยงานของรัฐ และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานปรับปรุงและตรวจชำระพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้สมบูรณ์และทันสมัย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการเขียน การอ่านและการพูดภาษาไทยให้ถูกต้องเป็นระเบียบเดียวกัน งานจัดทำสารานุกรม อักขรานุกรม อนุกรมวิธานทางวิชาการสาขาต่างๆ งานจัดทำพจนานุกรมและบัญญัติศัพท์วิชาการสาขาที่สำคัญๆ งานบัญญัติศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย เพื่อให้ประชาชนใช้ในการศึกษา ค้นคว้าหนังสือตำราต่างประเทศ และส่งเสริมให้มีการใช้ศัพท์วิชาการภาษาไทยแทนศัพท์ภาษาต่างประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวิชาการในการอนุรักษ์ภาษาไทย เพื่อเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งภาษาไทย ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทภาระหน้าที่และสภาพการณ์ในปัจจุบันของราชบัณฑิตยสถานสมควรปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ระเบียบริหารงานด้านวิชาการและด้านบริหารและขยายอำนาจหน้าที่ของราชบัณฑิตยสถานในการสร้างสรรค์ทางวิชาการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด

-------------------

โดยที่ ราชบัณฑิตยสถานได้จัดตีพิมพ์หนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ..  ๒๕๔๒ ขึ้นเสร็จสิ้นแล้ว เสนอว่า  ควรยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด ลงวันที่  ๒๒ เมษายน ๒๕๒๖ แต่ทางราชการ และ โรงเรียนก็ยังควรมีแบบมาตรฐานสำหรับใช้ในการเขียนหนังสือไทย เพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกัน และควรใช้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ เป็นมาตรฐานดังกล่าว

  คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบด้วย ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๖  และต่อไปบรรดาหนังสือราชการ และการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ให้ใช้ตัวสะกดตาม  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒  เสมอไป หากกระทรวง ทบวง กรมใด  เห็นสมควรเปลี่ยนอักขรวิธีในคำใดแล้ว ให้ชี้แจงแสดงเหตุผลไปยังราชบัณฑิตยสถาน ต่อเมื่อราชบัณฑิตยสถาน เห็นชอบด้วย และสั่งแก้พจนานุกรมแล้ว จึงให้ใช้ได้   อนึ่ง เมื่อราชบัณฑิตยสถานได้แก้ระเบียบอักขรวิธีที่กำหนดไว้ในพจนานุกรมแล้ว ให้ประกาศให้ทราบทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕

พันตำรวจโท

(ทักษิณ  ชินวัตร)

นายกรัฐมนตรี

 

จากเหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔ และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ทำให้เราได้ทราบว่า

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คือหนังสือที่เป็นแบบมาตรฐานสำหรับ ทางราชการ และ โรงเรียนใช้ในการเขียนหนังสือไทย เพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกัน  

นอกจากนี้ ยังปรากฏในคำนำในการจัดพิมพ์ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ ครั้งที่หนึ่งว่า

 

“พจนานุกรม” เป็นหนังสือรวบรวมคำที่มีใช้อยู่ในภาษา และกำหนดอักขรวิธีการอ่าน   ความหมาย   ตลอดจนประวัติที่มาของคำ   จัดเป็นหนังสือที่มีความสำคัญและจำเป็นยิ่ง   สำหรับหนังสือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นั้น ยิ่งมีความสำคัญเป็นทวีคูณ   ทั้งนี้เพราะมีการประกาศของทางราชการให้ใช้เป็นแบบฉบับของการเขียนหนังสือไทยในราชการและโรงเรียนด้วย   พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จึงเป็นหนังสืออันเป็นหลักสำคัญในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องและให้ลงรูปเดียวกัน

 

เมื่อได้ทราบว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรแล้ว ผู้เขียนจะได้ใช้ประโยชน์ของ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นหนังสืออ้างอิงในการเขียนบทความเรื่องนี้ต่อไป

 

กฎหมายคืออะไร

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ กำหนดคำนิยามความหมายของคำว่า  “กฎหมาย” ไว้ว่า

 

“กฎหมาย” (กฎ) น. กฎ ที่สถาบัน หรือ ผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐ ตราขึ้น หรือ ที่เกิดขึ้นจาก จารีตประเพณี อันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อ ใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อ ใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือ เพื่อกําหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือ ระหว่างบุคคลกับรัฐ

 

จากข้อความในคำนิยามดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทุกถ้อยคำ ทุกข้อความ ที่ผู้เขียนขีดเส้นใต้ไว้ ล้วนมีความหมายที่สามารถนำมาแปลและอธิบายขยายความแล้วเกิดความเข้าใจได้ดีทั้งสิ้น  ถ้าเราหยิบยกเอาถ้อยคำแต่ละคำที่เป็นคำศัพท์ภาษาหนังสือไทย ขึ้นมาพิจารณาและค้นหาความหมาย จาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ จะเห็นว่า   ราชบัณฑิตสถาน ได้ให้คำนิยามคำว่า  “กฎหมาย”   ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกแง่มุม ซึ่งอาจแยกเป็นหัวข้อเรื่องให้วิเคราะห์ความหมายได้ ๔ หัวข้อ เพื่อทราบความหมายโดยละเอียดของคำว่า “กฎหมาย” ดังนี้

 

(๑).กฎหมายเป็น .กฎ (ซึ่งจะต้องหาความหมายของคำว่า “กฎ” ต่อไป)

(๒). ผู้มีอำนาจตรากฎหมาย ได้แก่ สถาบัน  หรือ  ผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐเท่านั้น (

(๓) ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายมี ๓ ประเภท คือ .

(ก) กฎหมายที่บัญญัติขึ้น เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ (กฎหมายที่กำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับรัฐ)  

  (ข).กฎหมายที่บัญญัติขึ้น เพื่อกําหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

 

(ค).กฎหมายที่บัญญัติขึ้น เพื่อกำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิด (กฎหมายอาญา)

 (๔).กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ

 

๑.กฎหมายเป็น กฎ

คำว่า “กฎ” เป็นภาษากฎหมายซึ่งราชบัณฑิตยสถานได้กำหนดคำนิยามไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน หากเราไม่ค้นหาความหมายจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เราจะไม่สามารถทราบความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “กฎ” และ คำว่า “กฎหมาย” ได้เลย

 

ผู้เขียนจะได้คัดลอกคำศัพท์ ของคำว่า กฎ เอามาให้ทราบ พร้อมด้วยถ้อยคำที่เกี่ยวข้องด้วยดังนี้

 

“กฎ” (กฎ) น. ข้อกําหนด หรือ ข้อบัญญัติ ที่ บังคับ ให้ต้องมีการปฏิบัติตาม เช่น กฎกระทรวง กฎหมาย;

  

จะเห็นได้ว่า แม้เราได้ทราบความหมายของคำว่า “กฎ” ตามคำนิยามแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่ทราบความหมายของถ้อยคำที่เกี่ยวข้องทุกคำ เราก็ยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริงและละเอียดถี่ถ้วนอยู่ดี   ถ้อยคำดังกล่าวได้แก่

 

“ข้อกำหนด”  น.  ข้อความ ที่ระบุเป็นหลักเกณฑ์ หรือวิธีการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติ หรือ ดําเนินการ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง.

 

“ข้อความ”   น. เนื้อความตอนหนึ่ง , ใจความสั้น ๆ ของเรื่อง.

 

“ข้อบัญญัติ”   (กฎ) น. กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้นเพื่อใช้บังคับในเขตขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น ข้อบัญญัติจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา.

 

“บทบัญญัติ”  (กฎ)  .  หมายความว่า    ข้อความที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมาย. 

“บังคับ”  ก. ใช้อํานาจสั่งให้ทําหรือให้ปฏิบัติ; ให้จําต้องทํา เช่น อยู่ในที่บังคับ; ให้เป็นไปตามความประสงค์ เช่น บังคับเครื่องบินให้ขึ้นลง.

       

จากคำนิยามของถ้อยคำต่างๆเมื่อตีความถ้อยคำต่างๆดังกล่าวทำให้เราได้ความรู้ต่อไปอีกว่า  

 

๑.จากคำว่า “ข้อกำหนด” และ “คำว่า “บทบัญญัติ” ทำให้ได้ทราบว่ากฎหมายของประเทศไทยเรานั้นเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร มิใช่ กฎหมายจารีตประเพณี  และทำให้ตีความได้ต่อไปอีกว่า  การบัญญัติกฎหมายไทย ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร  คือต้องทำเป็นตัวหนังสือ 

๒.ตัวหนังสือในกฎหมายนั้น เป็น ข้อความ ที่ระบุเป็นหลักเกณฑ์ หรือวิธีการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติ หรือ ดําเนินการ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

๓.ข้อความ ที่เป็นหลักเกณฑ์ หรือวิธีการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติ หรือ ดําเนินการ ต้องมีสภาพบังคับ กล่าวคือ จะต้องมีการใช้อํานาจ สั่งให้ทํา หรือให้ปฏิบัติ หรือให้จําต้องทํา

๔.กฎหมายเกิดขึ้นจากการตราขึ้น หรือบัญญัติขึ้น โดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ และกฎหมายอาจเกิดขึ้นจาก จารีตประเพณี อันเป็นที่ยอมรับนับถือด้วย

 

 มี ปัญหาที่ควรพิจารณาว่า   

(๑).อำนาจสูงสุดในรัฐคืออะไร  และ

(๒).ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศคือผู้ใด  (สถาบันใด หรือบุคคล หรือคณะบุคคลใด)

 

(๑).อำนาจสูงสุดในรัฐคืออะไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ กำหนดคำนิยามของคำว่า “อธิปไตย” ไว้ว่า

 

“อธิปไตย”  น. อํานาจสูงสุดของรัฐที่จะใช้บังคับบัญชาภายในอาณาเขตของตน 

 

อำนาจสูงสุดในรัฐ จึงหมายความถึง อำนาจที่ใช้ในการปกครองประเทศ ซึ่งมีอยู่ ๓ อำนาจ คือ  อำนาจนิติบัญญัติ   อำนาจบริหาร   และอำนาจตุลาการ

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓ บัญญัติว่า

 

มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย   พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทาง รัฐสภา   คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้  (อำนาจอธิปไตยจึงไม่มีอำนาจอื่นใดอีกนอกจากอำนาจทั้ง ๓ อำนาจนี้)

 

(๒).ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐคือใคร

คำตอบ ที่ผู้เขียนค้นพบมีว่า   เนื่องจากประเทศไทยในอดีตมีการปกครองด้วย ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันเป็นระบอบการปกครองซึ่งพระมหากษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ  อำนาจอธิปไตย เป็นของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว  พระราชโองการ   หรือพระบรมราชโองการ เป็นคำศักดิสิทธิ์ มาจากพระดำรัสสั่งของพระมหากษัตริย์ ถือเป็นกฎหมาย และยังมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย    

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกเมื่อ  ..  ๒๔๗๕   หลังจากนั้นได้มีการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินโดยคณะบุคคลที่เรียกชื่อต่างๆกันอีกหลายครั้ง   เช่น   คณะปฏิวัติ     คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน    คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ   เป็นต้น    คณะบุคคลเหล่านี้เมื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้แล้ว  ได้ประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แล้วออกประกาศคำสั่งของคณะบุคคลที่เรียกชื่อต่างๆเหล่านั้นออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมาย   และมีการยอมรับกันเป็นกฎหมายจนบัดนี้ยังคงใช้เป็นกฎหมายอยู่   ทั้งรัฐบาล   และศาลก็ยังถือว่า เป็นกฎหมายและบังคับบัญชาให้    เช่น   ประกาศของคณะปฏิวัติ  ฉบับที่  ๑๑  ลงวันที่  ๒๑  พฤศจิกายน  ๒๕๑๔  เรื่องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๓๔๐  เป็นต้น 

 

ที่มาของกฎหมายไทยจึงไม่เหมือนกับประเทศอื่น   ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศที่มีอำนาจตรากฎหมายได้    สถาบันได้แก่

 

.  พระมหากษัตริย์   หรือพระเจ้าแผ่นดิน   หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน  พระบรมราชโองการมีผลเป็นกฎหมาย.

 

.  คณะรัฐประหาร    คณะปฏิวัติ    หรือคณะบุคคลที่เรียกชื่อย่างอื่น   คณะบุคคลดังกล่าวคือ คณะบุคลที่ใช้กำลังยึดอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ประกาศของคณะปฏิวัติมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย  (เริ่มมีการปฏิวัติหรือรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ พ.. ๒๔๗๕)   ประกาศ ของคณะปฏิวัติ หลายฉบับยังมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายอยู่ในปัจจุบันนี้. (พ.ศ.๒๕๔๘)

 

.สภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งหมายถึง ที่ประชุม ของคณะบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งจากบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภา  ( ปี พ.. ๒๔๗๕  มีสภาผู้แทนราษฎร สภาเดียว ยังไม่มี วุฒิสภา)

แต่ในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๘)  “สภาผู้แทนราษฎร”  คือ สภานิติบัญญัติสภาหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับวุฒิสภาแล้วประกอบเป็นรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐) สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น จำนวน ๑๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน มีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ และมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามระบบการปกครองแบบรัฐสภา.

 

“ผู้แทนราษฎร” น. บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ทําหน้าที่นิติบัญญัติในสภา, (ปาก) ผู้แทน.

 

.  รัฐสภา  องค์กรนิติบัญญัติ ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ประกอบด้วยวุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎร.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๙๒)

“วุฒิสภา” (กฎ) น. สภานิติบัญญัติสภาหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับสภาผู้แทนราษฎรแล้วประกอบเป็นรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐) วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน ตามวิธีแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ.

“สภาผู้แทนราษฎร”  (กฎ) น. สภานิติบัญญัติสภาหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับวุฒิสภาแล้วประกอบเป็นรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐) สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น จำนวน ๑๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน มีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ และมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามระบบการปกครองแบบรัฐสภา.

“ผู้แทนราษฎร” น. บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ทําหน้าที่นิติบัญญัติในสภา, (ปาก) ผู้แทน.

 

.  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ   ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มี สภานิติบัญญัติสภาเดียว   (ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพุทธศักราช ๒๕๓๔  กำหนดให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ)

 

.คณะรัฐมนตรี  คณะบุคคลซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อ ทําหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน.

 

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน ๓๕ คน เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน  (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๒๑๘   ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร  ตราพระราชกำหนดใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ)

 

.  กฎหมายแบ่งออกได้เป็น    ประเภท

จากคำนิยามของคำว่า “กฎหมาย” และจากความหมายของถ้อยคำที่เป็นชื่อของกฎหมาย ใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ทำให้ทราบว่า  กฎหมายไทย แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆได้แก่

 

()  กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน (ทางวิชาการเรียกว่า  “กฎหมายปกครอง”

 

() กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อบังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับ สถานภาพ   สิทธิ   หน้าที่  และ ความรับผิดตามกฎหมายของบุคคล   ( ทางวิชาการ นักวิชาการเรียกว่า “กฎหมายเอกชน” )

 

(๓) กฎหมายที่กําหนดลักษณะของการกระทํา ที่ถือว่า เป็นความผิด และกําหนดบทลงโทษทางอาญา สําหรับความผิดนั้น (กฎหมายอาญา)

 

 

 

() กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน (กฎหมายปกครอง)

“กฎหมายปกครอง” (กฎ) น. กฎหมายสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชนที่วางหลักเกี่ยวกับการจัดระเบียบในทางปกครองของรัฐ และการดำเนินกิจกรรมของฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะรวมทั้งวางหลักความเกี่ยวพันในทางปกครองระหว่างฝ่ายปกครองกับเอกชน. (อ. administrative law).

 

การบริหารงานทุกประเภทจะต้องมีการสั่งการ   การติดตามผลงาน    การควบคุมดูแล     ซึ่งจะต้องใช้อำนาจบังคับบัญชาเพื่อให้การงานบรรลุผล    กฎหมายที่ใช้ในการบริหารจัดการจึงต้องให้อำนาจบังคับแก่ผู้มีหน้าที่บริหาร   ที่จะดำเนินการบังคับให้ผู้อื่นจำต้องปฏิบัติตาม แม้จะไม่สมัครใจก็ตาม กฎหมายประเภทนี้จึงแบ่งบุคลออกเป็นสองฝ่ายคือ

ก.      ฝ่ายที่เป็นผู้บริหาร หรือผู้ปกครอง 

ข.      ฝ่ายที่เป็นสามัญชน (ฝ่ายที่ถูกบริหาร หรือถูกปกครอง)   

 

.  ฝ่ายที่เป็นผู้บริหาร    การบริหาร หรือการปกครองเป็นเรื่องที่ต้องมีการใช้อำนาจบังคับให้จำต้องปฏิบัติตาม   กฎหมายปกครองจึงต้องกำหนดให้ผู้บริหารมีอำนาจบริหาร   โดยกฎหมายปกครองจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ    ข้อ คือ 

()  สถาบัน  คือสิ่งซึ่งทางราชการ  หรือสังคมจัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการ และจำเป็นแก่วิถีชีวิตของคนในสังคม  สถาบันในที่นี้หมายความถึงสถาบัน หรือองค์กรซึ่งใช้เป็นสถานที่ทำงานของบุคคลที่มาทำหน้าที่บริหาร  เช่น  กระทรวงมหาดไทย   กระทรวงยุติธรรม    กระทรวงคมนาคม 

()  ตำแหน่ง    หมายความถึง ฐานะ หรือหน้าที่การงานของบุคคล     ในที่นี้หมายความถึงหน้าที่การงานของบุคคลที่ทำงานในสถาบันนั้นๆ   เช่น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นชื่อตำแหน่งของบุคคลที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวงมหาดไทย

 

() อำนาจ  หมายความถึง อิทธิพลที่จะบังคับให้บุคคลอื่นต้องยอมทำตามไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม   อำนาจในที่นี้หมายถึงอำนาจโดยรวมของสถาบัน  และอำนาจประจำตำแหน่งหน้าที่การงานต่างๆ     (อำนาจเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจไว้โดยชัดแจ้ง)

 

()  หน้าที่   หมายความว่า   กิจที่จะต้องทำ      กิจที่ควรทำ    วงแห่งกิจการ

 

ในที่นี้หมายความถึงหน้าที่ของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง  และเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย  โดยกฎหมายจะต้องบัญญัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆไว้โดยชัดแจ้งเช่น  

ตำรวจ   เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรา  รักษาความสงบ  จับกุม  และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย    

ประธานศาลฎีกา    มีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม  เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน     (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๕)   

()  ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่    รับผิดชอบหมายถึง  ยอมตามผลที่ดีหรือไม่ดีในกิจการที่ได้กระทำไป  คือทำดีก็ได้รับความดีความชอบได้รับเงินเดือนเพิ่ม  ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์  ทำไม่ดีหรือทำไม่ชอบอาจได้รับโทษทางวินัย  หรือโทษทางอาญาตามกฎหมายอาญา  

 

กฎหมายระเบียบบริหารราชการทุกฉบับจะระบุไว้ว่า  ผู้มีตำแหน่งหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในหน้าที่  เช่น    

 

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา ๑๑  กำหนดให้ประธานศาลฎีกาต้องรับผิดชอบในงานของศาลฎีกาให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

 

.  ฝ่ายที่เป็นสามัญชน    กฎหมายจะกำหนดให้สามัญชนมีแต่สิทธิ  หน้าที่ และ ความรับผิดตามกฎหมาย     ไม่ได้บัญญัติสามัญชน  หรือบุคคลธรรมดามีอำนาจบังคับบัญชา  หรือบังคับบุคคลอื่น ให้จำต้องกระทำตามที่ตนต้องการ   หากต้องการจะบังคับจะต้องไปดำเนินการขอให้ผู้มีอำนาจบังคับให้    

 ความเป็นสามัญชนมีองค์ประกอบ    ข้อ คือ

.  สถานภาพ    คือ ฐานะความเป็นอยู่ของบุคคลในสังคม   เช่น   ทารกในครรภ์มารดา    ผู้เยาว์    สามี    ภรรยา   ผู้ไร้ความสามารถ    ผู้เสมือนไร้ความสามารถ   คนสาบสูญ  

.  สิทธิ   หมายความถึง   ความสามารถในการที่จะกระทำการใดๆได้อย่างอิสระโดยมีกฎหมายรับรอง  โดยไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น   

 

สิทธิไม่ใช่อำนาจจึงไม่สามารถบังคับบุคคลอื่นให้ปฏิบัติตามที่ตนต้องการได้   เมื่อสิทธิถูกละเมิดผู้ทรงสิทธิต้องการปกป้องสิทธิ หรือรักษาสิทธิของตนจะต้องไปใช้สิทธิทางศาล

 

สิทธิของบุคคลมีหลายสิทธิ  ได้แก่  สิทธิ์ในชีวิตร่างกาย    สิทธิ์ในชื่อเสียเกียรติยศ    สิทธิในทรัพย์   และสิทธิ์อื่นๆตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด   (รัฐธรรมนูญ หมวด ๓   มาตรา ๒๖-๖๕)  

.  หน้าที่    หมายความว่า   กิจที่จะต้องทำ    กิจที่ควรทำ    (รัฐธรรมนูญฯ  หมวด    มาตรา  ๖๖–๗๐)

.  ความรับผิดตามกฎหมาย    หมายความถึง  ความมีหน้าที่ผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้   หรือกระทำการ   หรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

() กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อบังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล          (ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน)

กฎหมายที่ใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล   จะกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ของบุคคล  เกี่ยวกับสถานภาพของบุคคล    สิทธิของบุคคล    หน้าที่ของบุคคล     ความรับผิดตามกฎหมายของบุคคล    ได้แก่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์  และกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน  (ดูเรื่ององค์ประกอบของสามัญชน)

 

 

๓.      กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ.    

 ที่ผู้เขียนกล่าวว่า กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ ผู้เขียนนำมาจากความหมายของคำว่า “กฎหมาย”  ความหมายที่ ๒ ที่หมายความว่า  “กฎ” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ กำหนดคำนิยามไว้ว่า

 

“กฎ”  (กฎ) . ข้อกำหนด หรือข้อบัญญัติที่บังคับให้ต้องมีการปฏิบัติตาม

 

การบังคับ   คือการใช้อำนาจสั่งให้ทำหรือให้ปฏิบัติ   หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ  (กฎหมายอาญา)   หรืออาจถูกบังคับให้ปฏิบัติตาม  (การบังคับคดีทางแพ่ง)  

 

กฎหมายที่ประกาศใช้บังคับจะต้องมี บทบัญญัติ เป็น ๒ ส่วนคือ 

()  ส่วนที่กำหนดว่าการใดเป็นความผิดกฎหมาย   หรือกำหนดสิทธิและหน้าที่  และอำนาจของบุคคล   และกำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา (กฎหมายสารบัญญัติ)  เช่นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์   กฎหมายอาญา 

()  ส่วนที่กำหนดแนวทาง   หรือระเบียบวิธีการที่จะดำเนินการบังคับบุคคลที่ละเมิดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ให้ต้องปฏิบัติ  หรือรับผลตามกฎหมาย  โดยจะกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ  และสิทธิและหน้าที่ของบุคคลธรรมดา  (กฎหมายวิธีสบัญญัติ)   เช่น กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  และ  กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.

 

เมื่อได้ทราบความหมายของคำว่า  “กฎหมาย”  ตามสมควรแล้ว ต่อไปจะได้กล่าวถึงเรื่อง การตีความกฎหมาย

 

เนื่องจากกฎหมายไทยบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  และต้องใช้ภาษาไทยที่เป็นภาษาราชการ ดังกล่าวแล้ว    การจะทำความเข้าใจเรื่องการตีความกฎหมายว่า   มีหลักเกณฑ์อย่างไร  และมีวิธีตีความอย่างไร  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบและทำความเข้าใจเรื่องดังต่อไปนี้ตามลำดับคือ

. ความหมายของคำว่า   “ตีความ”

. หลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่บัญญัติเรื่องการตีความ    

 

๑.ความหมายของคำว่า  “ตีความ”

 

การที่เราจะตีความกฎหมายได้  เราจะต้องทราบว่า  การตีความคืออะไรเสียก่อน   ถ้าเราไม่ทราบความหมายของ คำว่า  “ตีความ”   เราอาจจะกระทำการอย่างอื่นที่ไม่เรียกว่าการตีความตามกฎหมายก็ได้     เช่น    คิดเอาเองตามอำเภอใจตามความคิดเห็นของตนเองว่า   ข้อความอย่างนี้   หรือถ้อยคำคำนี้   น่าจะมีความหมายว่า อย่างนี้ โดยไม่สนใจที่จะค้นหาความหมายของถ้อยคำที่เขียนไว้ในกฎหมายว่า ทางราชการได้กำหนดวามหมายไว้ว่าอย่างไร 

 

ผู้ที่คิดและเข้าใจเช่นนั้น เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่คิดเห็นและมีคำวินิจฉัยเช่นนั้นก็ไม่สามารถอธิบายที่มาแห่งความคิดเห็นได้ตามหลักวิชาการ  ซึ่งจะต้องมีที่มาที่ไป   คงยกเอาคำว่า  “เจตนารมณ์”  ขึ้นมาอ้าง   เมื่อถามว่า  เราจะไปหาเจตนารมณ์ได้ที่ไหนก็ไม่สามารถตอบคำถามได้   ดังนั้นเรื่องคำนิยามศัพท์ของถ้อยคำที่เป็นภาษาราชการจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด   เพราะคำนิยามจะเป็นเครื่องสื่อความหมายให้ทุกคนเข้าใจความหมายของถ้อยคำ ได้เป็นอย่างเดียวกัน   และจะต้องเป็นคำนิยามที่ทางราชการให้การรับรองด้วย    ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอแนวทางดังต่อไปนี้.

 

ถ้อยคำแรกที่จะต้อง ตีความ หรือ  หาคำนิยามความหมาย ให้ถูกต้องตรงตาม ภาษาหนังสือไทย ที่ทางราชการกำหนดไว้ก็คือ      ความหมายของคำว่า “ตีความ”   เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า   “ตีความ”   ตรงกันแล้ว  การตีความกฎหมาย  หรือ นิติกรรม,   สัญญา,   หรือ  เอกสารอื่นใด  ก็จะตีความไปในแนวทางเดียวกัน  ไม่เขียน หรือ พูดกันคนละภาษา  ตีความคนละวิธี ซึ่งไม่อาจหาข้อยุติที่ชัดเจนได้.

 

การที่เราจะเขียน  และ พูดภาษาเดียวกัน จะต้องมีหลักวิชาที่เป็นทางราชการ ที่สามารถจะหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงเพื่อยุติข้อโต้เถียง  หรือข้อขัดแย้งต่างๆได้

 

หนังสือตำราภาษาไทยที่ทางราชการได้จัดทำขึ้น เพื่อกำหนดคำนิยามความหมายของถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ในภาษาไทย และประกาศเป็นระเบียบให้ใช้บังคับแก่ทางราชการ  และทางโรงเรียน ฉบับที่มีการปรับปรุงหลังสุด    ได้แก่    หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒   ดังเหตุผลที่ผู้เขียนได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

ดังนั้นเมื่อต้องการทราบความหมายของคำว่า “ตีความ” ก็จะต้องค้นหาความหมายมาจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ ซึ่งได้ให้คำนิยามความหมายของคำว่า  “ตีความ” ไว้ว่า

 

 “ตีความ”    . (กฎ) .  วิเคราะห์ ถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ใน กฎหมาย   นิติกรรม   สัญญา   หรือ เอกสารอื่นๆ ที่มีปัญหาสงสัย  หรือ ที่มีความหมายไม่ชัดเจน    เพื่อ กำหนดความหมายอันแท้จริง ของถ้อยคำ หรือ ข้อความนั้นๆ  เช่น  ตีความกฎหมาย.

 

จากคำนิยามความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่ายังมีถ้อยคำที่ต้องหาคำนิยามความหมายให้ชัดเจนต่อไปอีก ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า “ตีความ” กว้างขวาง และชัดเจนยิ่งขึ้น  ได้แก่ถ้อยคำต่อไปนี้

 

 “วิเคราะห์”    . ใคร่ครวญ,  คิดย้อนกลับทำซ้ำอีกเพื่อให้แม่นยำ,    แยกออกเป็นส่วนๆ.

“ใคร่ครวญ”    .  ตริตรอง,   พิจารณา,   คิดทบทวน.

“ถ้อย”  .  คำพูด                

“คำ”  .   เสียงพูด  หรือ ลายลักษณ์อักษร ที่เขียน หรือ พิมพ์เพื่อ แสดงความคิด.

“ถ้อยคำ”  .   หมายความว่า   คำที่กล่าว.    

“ข้อความ”  .   เนื้อความตอนหนึ่งๆ,   ใจความสั้นๆของเรื่อง.

 “กล่าว”   .  บอก   แจ้ง   พูด   เช่นกล่าวคำเท็จ.

 

คำว่า  “ถ้อยคำ”  และ  “ข้อความ”  ในกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการตีความกัน จึงหมายถึงเฉพาะที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร  หรือ ตัวหนังสือเท่านั้น  เพราะการบัญญัติกฎหมายจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องใช้ภาษาหนังสือไทย ทั้งตัวสะกด และคำนิยามความหมาย ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒   และร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว จะต้องได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงจะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้  (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๙๓).

 

เมื่อทราบความหมายของถ้อยคำต่างๆแล้ว อาจกล่าวให้เข้าใจเป็นภาษาสามัญได้ง่ายๆว่า   การตีความกฎหมาย    หมายถึงการหยิบยกเอาตัวอักษร ที่เขียนไว้  เป็นถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ในกฎหมายทุกคำมาวิเคราะห์ เพื่อหาคำนิยามความหมายที่ถูกต้องแท้จริงตามที่ทางราชการกำหนดไว้ว่า   แต่ละถ้อยคำ มีความหมายอย่างไร    และ เมื่อนำมาเรียงเป็นข้อความเป็นรูปประโยค ตามหลักไวยากรณ์   มีประธาน   กริยา   กรรม  เป็นคำนาม    คำกริยา    คำช่วยกริยา    กริยาวิเศษณ์   คำบุรพบท     เมื่อเป็นวรรค   เป็นมาตรา ในกฎหมาย แล้วมีความหมายอย่างไร     เนื่องจาก ตัวอักษรที่ได้ตรา  หรือ บัญญัติไว้นั้น เป็นเครื่องสื่อความหมายให้ทราบถึงความประสงค์  หรือ ความมุ่งหมาย   หรือ ความต้องการเฉพาะ   หรือ เจตนารมณ์  ของกฎหมาย.  

 

เจตนารมณ์ของกฎหมาย คือเจตนารมณ์ หรือความมุ่งหมายของผู้มีอำนาจตรากฎหมายดังที่กล่าวไว้ข้างต้น  และ ต้องถือว่า  ผู้บัญญัติกฎหมายใช้ถ้อยคำที่เป็นภาษาหนังสือไทย ที่เป็น ภาษาราชการ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๔๒ ในการบัญญัติกฎหมาย

 

มีข้อที่ควรระวังว่า

   การตีความจะต้องไม่มีการ การเติมความ  คือเพิ่มเติมตัวอักษร หรือข้อความ เข้าไปในถ้อยคำ หรือ ข้อความ ที่กำลังตีความ  และต้องไม่มี การตัดความ   คือตัดตัวอักษร หรือข้อความ ที่มีอยู่ในเอกสารที่กำลังจะตีความออกไปเสียบ้าง.

 

เมื่อทราบความหมายของคำว่า ตีความแล้ว  ควรได้ทราบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตีความด้วย   ได้แก่  

.  เหตุใดจึงต้องมีการตีความ.  

.  บุคคลผู้มีหน้าที่ตีความ.  

.  สถาบันที่มีอำนาจชี้ขาดเรื่องการตีความ.  

. สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อโต้เถียงกันจนต้องมีการตีความ.

 

. เหตุใดจึงต้องมีการตีความกฎหมาย

การที่ต้องมีการตีความกฎหมาย เนื่องจาก  ถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ใน กฎหมาย มีความหมายไม่ชัดเจน  หรือ ที่มีปัญหาสงสัย  หรือ ที่มีข้อโต้เถียงกันจนหาข้อยุติไม่ได้   จึงต้องมี การตีความ เพื่อกำหนดความหมายอันแท้จริงของ ถ้อยคำ  หรือ ข้อความนั้นๆ.  

 

การที่เกิดมีข้อโต้เถียงกัน   อาจเป็นได้ว่า เนื่องจาก  ฝ่ายหนึ่งทราบคำนิยามความหมายที่เป็นทางราชการของถ้อยคำที่เขียนไว้ในกฎหมาย จึงรู้และเข้าใจกฎหมายถูกต้อง  แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้และไม่เข้าใจ    หรือ อาจแกล้งไม่รู้     หรือไม่รู้ทั้งสองฝ่าย.

 

. ผู้ที่มีหน้าที่ตีความกฎหมาย

ผู้ที่มีหน้าที่ตีความกฎหมาย ได้แก่ ผู้ที่จะใช้กฎหมาย  เมื่ออ่านกฎหมายแล้วหากไม่ตีความตาม หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้   แต่ตีความตามความรู้สึก หรือ ความเข้าใจของตนเอง  และไม่ถือเอาคำนิยามความหมาย ของถ้อยคำ  หรือ คำศัพท์ ตามที่กฎหมาย   หรือ     พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กำหนดไว้  เราอาจใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นโทษแก่ตนเอง หรือ ผู้อื่นได้  และ ถ้าผู้ตีความเป็นผู้มีอำนาจตุลาการ  หรือ อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน    หรือมีอำนาจอิสระในองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ  เช่น   คณะกรรมการการเลือกตั้ง   อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ หรือปวงชนชาวไทยได้.

 

. สถาบันที่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดในการตีความกฎหมาย

ในกรณีที่มีคดีความขึ้นสู่ศาล  คือเมื่อคู่ความมีความเห็นไม่ตรงกัน  หรือ ขัดแย้งกัน เกี่ยวกับสิทธิ  หน้าที่  หรืออำนาจ แล้วนำคดีมาสู่ศาล  อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ซึ่งรวมทั้งการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมายเป็นของศาล

    

การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย คือการตีความข้อกฎหมายอย่างหนึ่ง

 

สถาบันศาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐ มี ๔ สถาบัน  คือ

 ()  ศาลรัฐธรรมนูญ. 

 ()  ศาลยุติธรรม. 

 ()  ศาลปกครอง. 

 ()  ศาลทหาร.

 

ศาลแต่ละศาลมีอำนาจหน้าที่ ตามที่รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แต่ละศาล  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ กฎหมายวิธีพิจารณาความต่างๆบัญญัติไว้.

 

การปฏิบัติหน้าที่ของศาล  ของผู้พิพากษา  และ ของตุลาการ  ตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติ ก็จะต้อง ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ     ตามกฎหมาย   และ ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์   (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๒๓๓)  จะทำตามอำเภอใจไม่ได้

.

การตีความข้อกฎหมายของศาลเป็นการพิจารณา พิพากษาคดีอย่างหนึ่งจึงต้องกระทำตามที่กฎหมายกำหนด  บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะต้องมีปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร ที่สามารถยกขึ้นมาอ้างอิงเป็นทางราชการได้ได้แก่

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔

 

มาตรา ๔ กฎหมายนั้น  ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร  หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตาม จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบ บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง  และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

 

บทบัญญัติใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ กล่าวถึงเรื่องการใช้กฎหมายตามตัวอักษร  ซึ่งหมายความว่า เมื่อมีกฎหมายเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรการตีความกฎหมายต้องตีความตามตัวอักษรที่รัฐสภานำมาเขียนไว้เป็นข้อความในกฎหมาย 

และเมื่อ กฎหมายไทยเขียนไว้ด้วยตัวหนังสือไทย หรือตัวอักษรไทย การหาความหมายของถ้อยคำ หรือข้อความในกฎหมายไทย จึงต้องใช้หนังสือตำราภาษาไทย เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด และคำนิยามความหมาย ซึ่งมีอยู่ฉบับเดียวคือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒

เรื่องการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทางราชการเห็นความสำคัญถึงกับบัญญัติเป็นบทบังคับให้ศาล ต้องใช้ภาษาไทย ตามที่กฎหมายกำหนด ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล กฎหมายดังกล่าวได้แก่

 

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๖

 

มาตรา ๔๖  บรรดากระบวนพิจารณาเกี่ยวด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งทั้งหลายซึ่งศาลเป็นผู้ทำนั้น ให้ทำเป็นภาษาไทย

บรรดาคำคู่ความ และเอกสาร หรือแผ่นกระดาษ ไม่ว่าอย่างใดๆ ที่คู่ความหรือศาล หรือเจ้าพนักงานศาลได้ทำขึ้นซึ่งประกอบเป็นสำนวนของคดีนั้น ให้เขียนเป็นหนังสือไทย และเขียนด้วยหมึกหรือดีดพิมพ์หรือตีพิมพ์  ถ้ามีผิดตกที่ใดห้ามมิให้ขูดลบออก แต่ให้ขีดฆ่าเสียแล้วเขียนลงใหม่และผู้เขียนต้องลงชื่อไว้ที่ริมกระดาษ  ถ้ามีข้อความตกเติมให้ผู้ตกเติมลงลายมือชื่อหรือลงชื่อย่อไว้เป็นสำคัญ

ถ้าต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ  ที่ส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทำคำแปลทั้งฉบับ หรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญโดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ

ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดที่มาศาล ไม่เข้าใจภาษาไทย หรือเป็นใบ้หรือหูหนวกและอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ ให้คู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดหาล่าม

คำว่า “ภาษาไทย” ในวรรคแรกหมายความถึง “ภาษาพูด”  ส่วนคำว่า “หนังสือไทย” ในวรรค ๒ หมายความถึง “ภาษาหนังสือ” ซึ่งหมายความถึงภาษาพูด และ ภาษาหนังสือ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ เท่านั้น

 

 . สาเหตุที่เกิดมีข้อโต้เถียงกันจนต้องมีการตีความ

สาเหตุที่เกิดมีข้อโต้เถียงกันจนต้องมีการตีความมีหลายประการ  คือ

() ถ้อยคำ ในภาษาไม่อาจเขียนอธิบาย เพื่อสื่อความหมายให้ทราบถึงความประสงค์ที่แท้จริงที่อยู่ในจิตใจของบุคคล   หรือ ไม่สามารถบรรยายให้ทราบถึงลักษณะอาการที่แสดงออกของบุคคลได้ละเอียดตรงกับความจริงได้ทุกกรณี  และ ทุกเรื่อง  จึงทำให้เกิดมีการแปลความหมาย หรือ ตีความแตกต่างกันไป ตามความคิด และความเห็นของแต่ละคน.

() ถ้อยคำ ที่เขียนไว้ อาจมีความหมายได้หลายความหมาย   หรือ หลายนัย.

() คนที่อยู่ต่างภาค  ต่างท้องถิ่นกัน มีภาษาพูดต่างกัน  ต่างเข้าใจความหมายของ   ถ้อยคำ คำเดียวกัน แตกต่างกัน  ต่างโต้เถียงกัน และไม่มีทางหาข้อยุติได้.

() คนที่อยู่ต่างอาชีพกัน กำหนดคำนิยามของถ้อยคำคำเดียว แตกต่างกัน.

() การมีความรู้  ความเข้าใจ ภาษาไทยตามหลักไวยากรณ์  แตกต่างกัน. 

() การไม่ทราบคำนิยาม  หรือ ความหมายที่ถูกต้อง ของภาษาไทย ที่เป็นภาษาราชการ.  (ความหมาย ตาม บทนิยามในกฎหมาย  และ ความหมาย ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒ ถือว่า เป็นความหมายตามภาษาราชการ)

() ความไม่เข้าใจกฎหมาย  เพราะไม่ได้ศึกษากฎหมายทั้งระบบ  ซึ่งมีกระบวนการ และวิธีการในการใช้บังคับกฎหมายให้ครบถ้วน.   เนื่องจากกฎหมาย มีส่วนประกอบ ๒ ส่วน คือ  กฎหมายสารบัญญัติ  และ กฎหมายวิธีสบัญญัติ  ซึ่งแต่ละประเภทมีองค์ประกอบ  และวิธีอ่านแตกต่างกันไปบ้าง.

 

()  การไม่ทราบ และไม่เข้าใจว่า  มีกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  (มาตรา  ,  ๑๗๑,  ๓๖๘, ๑๖๘๔ )

        () เข้าใจกฎหมายดี แต่แสร้งเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือ พวกพ้อง.

 

อธิบาย

 กรณีของ  ถ้อยคำ คำเดียวกัน   เขียนตัวสะกดเหมือนกัน    เปล่งเสียงเหมือนกัน   แต่มีความหมายต่างกัน     เช่น

คำว่า “ส้วม”  ภาษาราชการ หมายความว่า   น. สถานที่ที่สร้างไว้สำหรับถ่ายอุจจาระปัสสาวะโดยเฉพาะ มักทำเป็นห้อง.  แต่ ภาษาท้องถิ่นทางภาคอีสาน  หมายความว่า  ห้องนอน.

 

การเข้าใจความหมายของถ้อยคำ คำเดียวกัน แตกต่างกัน อาจมีผลเสียหายมากถึงขนาดคดีที่ควรชนะกลับเป็นแพ้ได้  เช่น คำเบิกความของพยานในศาล ในการพิจารณาคดีอาญา เรื่องปล้นทรัพย์   พยานที่เป็นคนท้องถิ่นทางภาคอีสานไม่เข้าใจภาษาราชการ เพราะขาดการศึกษา  เบิกความว่า  “จำเลยจับผู้เสียหายไปขังไว้ในส้วม”   แต่พยานที่เป็นคนทางภาคกลาง เบิกความว่า      “จำเลยจับผู้เสียหายไปขังไว้ในห้องนอน”  ผู้พิพากษาผู้บันทึกคำพยานไม่ทราบว่า พยานที่เป็นคนทางภาคอีสานเบิกความด้วยภาษาท้องถิ่น ก็บันทึกคำเบิกความไปตามเสียงที่ได้ยิน   เป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์  ปล่อยจำเลย   เพราะประจักษ์พยานของโจทก์เบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสาระสำคัญในคดี  ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้ศาลรับฟังว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคำฟ้อง.

 

กรณีข้อความ ที่มีความหมายไม่ชัดเจน  หรือ มีปัญหาสงสัย

การที่ข้อความ มีความหมายไม่ชัดเจน  หรือ มีปัญหาสงสัย อาจเนื่องมาจาก 

.  ผู้เขียน  หรือ ผู้พิมพ์  เขียน หรือ พิมพ์ผิด  ไม่ถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการใช้ถ้อยคำตามพจนานุกรมฯ   หรือเขียนหวัดจนอ่านข้อความได้เป็นอย่างอื่น

.การใช้ถ้อยคำไม่ถูกเพราะเข้าใจความหมายของถ้อยคำผิดจากที่กฎหมาย  หรือ พจนานุกรมฯ กำหนดไว้.  

.  เขียน หรือพิมพ์โดย  เว้นวรรคระหว่างคำ  หรือ ระหว่างประโยคไม่ถูกต้อง.

 

ตัวอย่าง  

กรณีใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้องตามบทกฎหมาย        เช่น  

     

ใช้คำว่า  “ให้ลงโทษจำคุก”     แทนคำว่า   “กำหนดโทษจำคุก”   ในเรื่อง การรอการลงโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖  ซึ่ง ข้อความทั้งสองข้อความนี้ มีความหมายแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน 

 

ข้อความว่า  “ให้ลงโทษจำคุก”   หมายความว่า   สั่งบังคับให้เอาไปลงโทษด้วยวิธีขังไว้ในคุก หรือเรือนจำ    และจะต้องมีการออกหมายจำคุก  (หมายแดง)   ซึ่งเป็นหมายบังคับคดีอาญา  (.วิอาญา  มาตรา ๗๔,  ๒๔๕ )  

 

ข้อความว่า  “กำหนดโทษจำคุก”  หมายความว่า ตั้งจำนวนโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่ผู้กระทำผิดไว้เท่านั้น ยังไม่ได้สั่งบังคับให้ลงโทษ.

 

กรณีเว้นวรรคไม่ถูกต้อง

ปัจจุบันนี้ คนไทยเราส่วนมาก เขียนหนังสือ ติดกันเป็นพืด  ไม่มีเว้นวรรคระหว่างคำ  และไม่มีเว้นวรรคระหว่างประโยค  บางครั้งก็เขียน หรือพิมพ์เว้นวรรคไม่ถูกต้อง  ในกรณีไม่มีการเว้นวรรค  ผู้อ่านจะต้องอ่านแล้วเว้นวรรคเอาเองตามความชำนาญชองแต่ละคน  ดังนั้น หากอ่านเว้นวรรคต่างที่กัน  ความหมายก็จะแตกต่างกันไป  เช่น.

ข้อความว่า    “ขี้หมาข้ากินหมดแล้ว”    หากเขียนเว้นวรรคต่างที่กันความหมาย จะแตกต่างกันเป็นตรงกันข้าม   คือ

ขี้   หมาข้า กินหมดแล้ว   หมายความว่า   หมาของข้า กินขี้หมดแล้ว.

      ขี้หมา    ข้า กินหมดแล้ว   หมายความว่า   ข้า  กิน ขี้หมา หมดแล้ว.

 

ข้อความว่า   “ยานี้ดีกินแล้วแข็งแรงไม่มีโรคเบียดเบียน”   ถ้าเขียนเว้นวรรคต่างที่กัน  ความหมายก็จะแตกต่างกัน  คือ

 

ถ้าเขียนว่า   “ยานี้ดี    กินแล้วแข็งแรง    ไม่มีโรคเบียดเบียน”   หมายความว่า  ยาดี   กินแล้วมีความแข็งแรง    และทำให้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนร่างกาย.

ถ้าเขียนว่า   “ยานี้ดี    กินแล้วแข็ง    แรงไม่มี    โรคเบียดเบียน”  หมายความว่า   ยาดี   กินแล้วแข็ง  ไม่บอกว่าอะไรแข็ง    แถมยัง ทำให้ไม่มีแรง  และ ยังมีโรคภัยมาเบียดเบียนร่างกายอีกด้วย.

 

. หลักเกณฑ์ของกฎหมายในเรื่องการตีความ

การตีความ  ต้องตีความตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้  เป็นกรอบให้ปฏิบัติ  เพราะการตีความข้อกฎหมายถือว่าเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างหนึ่ง   (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๓๓)  มิใช่ต่างคนต่างตีความ ตามความเห็น และ ความคิดของตน   หากตีความตามความเห็นของแต่ละคน บ้านเมือง และสังคมจะเกิดความสับสน  ไม่มีใครยอมใคร และหาข้อยุติไม่ได้     ดังนั้น รัฐสภาจึงได้บัญญัติหลักกฎหมายในเรื่องการตีความไว้  ซึ่งทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม   หากกฎหมายใดต้องการจะให้มีวิธีการตีความแตกต่างไปจากหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปแล้ว  จะต้องกล่าวไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายฉบับนั้น จึงจะมีผลผูกพันให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม   มิใช่เก็บเอาไว้เพื่อทราบกันเฉพาะผู้ร่างกฎหมาย   หรือคณะรัฐมนตรี   หรือ สมาชิกรัฐสภาคนใดคนหนึ่ง   หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น.

 

กฎหมายที่บัญญัติหลักเกณฑ์ เรื่องการตีความ ได้แก่  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ซึ่งกำหนด เรื่องการตีความไว้ ๔ ประการ คือ

. การตีความกฎหมาย (มาตรา ๔)

. การตีความแสดงเจตนา (มาตรา ๑๗๑)

. การตีความสัญญา (มาตรา ๓๖๘)

. การตีความพินัยกรรม (มาตรา ๑๖๗๓–๑๖๘๕)

๑.     การตีความกฎหมาย                      

๒.     ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ บัญญัติว่า

 

มาตรา ๔   กฎหมายนั้น  ต้องใช้ ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมาย  ตามตัวอักษร   หรือ  ตามความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้นๆ

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้   ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น    ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง   และ ถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย  ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป.

 

บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง  หมายความว่า  เมื่อมีตัวบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้  การตีความกฎหมาย จะต้องเริ่มต้นด้วยการตีความตามถ้อยคำที่เป็น ตัวอักษร ก่อน   เพราะตัวอักษร หรือ ตัวหนังสือ คือ เครื่องหมายที่ใช้ขีดเขียนแทนเสียง หรือ คำพูด ซึ่งทางราชการได้มีการกำหนดคำนิยามความหมายไว้ เพื่อให้เข้าใจความหมายตรงกัน  และเป็นหลักฐานที่สามารถตรวจพบ และอ้างอิงได้ ในทางราชการ    เมื่ออ่านถ้อยคำที่เป็นตัวอักษร  หรือ ตัวหนังสือ  และหาคำนิยามความหมายตามตัวอักษรแล้วยังหาความหมายที่ชัดเจนจนเป็นข้อยุติไม่ได้  จึงค่อยไปพิจารณาถึง  ความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้นๆ.   

 

การตีความ ตามตัวอักษร  

การตีความตามตัวอักษร  จะต้อง หาคำนิยามความหมาย ของถ้อยคำ ที่เขียน หรือ พิมพ์ไว้เป็นตัวอักษร ตามที่ทางราชการกำหนดไว้    เนื่องจาก กฎหมายเขียนไว้  หรือ บัญญัติไว้ ด้วยภาษาราชการ  ไม่ได้เขียนด้วยภาษาปาก  หรือ ภาษาพูด  หรือ ภาษาท้องถิ่น  หรือ ภาษาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  หรือ คนใดคนหนึ่ง.  

ภาษาราชการ   คือ ภาษา ที่ทางราชการบัญญัติไว้  มี ๒ ประเภทคือ

() คำศัพท์ หรือ คำนิยามความหมายที่ทางราชการบัญญัติไว้ เพื่อใช้ในทางราชการ และ ทางโรงเรียน  เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งสามารถค้นหาคำนิยามความหมายที่เป็น  ภาษาราชการ ได้จาก หนังสือ   พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒

 

() บทวิเคราะห์ศัพท์  หรือ คำนิยาม ในกฎหมาย   เป็นคำศัพท์ ที่กฎหมาย แต่ละฉบับ ได้บัญญัติขึ้นไว้ เพื่อใช้ในกฎหมายแต่ละฉบับเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือได้ว่า เป็นภาษาราชการ เช่นเดียวกัน  ซึ่งจะอยู่ใน ภาคแรก  หรือส่วนแรกของกฎหมาย  และจะอยู่ในมาตราแรกๆ    เช่น   ใน ภาค ๑  ลักษณะ๑  มาตรา ๑  ของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง    และมาตรา ๒ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา. 

 

ถ้าความหมายตามที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรม แตกต่างจาก ความหมายที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย  ต้องถือความหมายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้.

 

ความหมายของถ้อยคำตามตัวอักษร จึงมีความสำคัญที่สุด    ถ้าเราไม่รู้ความหมายที่ถูกต้อง ของคำศัพท์ภาษาไทย ที่เป็น ภาษาราชการ  แต่ละคำ ที่เขียนเรียงกันไว้ เป็นข้อความ  เป็นประโยค  เป็นวรรค ตามหลักไวยากรณ์  เราก็ไม่สามารถทราบความหมายที่ถูกต้องแท้จริงได้   และเป็นการแน่นอนว่า  เราไม่อาจทราบถึง  ความมุ่งหมาย  หรือ  เจตนารมณ์ ที่แท้จริงของบทบัญญัตินั้นๆได้  และทำให้เราไม่สามารถตีความกฎหมาย อย่างถูกต้องได้.

 

ความมุ่งหมายของกฎหมายคืออะไร?

เนื่องจากมีการกล่าวอ้างเอา เจตนารมณ์ ของกฎหมาย ขึ้นมาเป็นเหตุผลเพื่อประกอบการตีความข้อกฎหมายของตน  เพื่อหักล้างการตีความข้อกฎหมายของ ผู้ที่ตีความตามตัวอักษร ว่าตีความไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย  จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง  ทราบคำนิยามความหมายของคำว่า “ความมุ่งหมาย”   และ  คำว่า  “เจตนารมณ์”  ตามที่ทางราชการได้กำหนดไว้ เสียก่อน  และเป็นการแน่นอนว่า จะต้องแปลความหมาย หรือหาคำนิยามความหมาย จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน เช่นเดียวกัน  ซึ่งได้กำหนดคำนิยามไว้ว่า

 

“มุ่งหมาย”  หมายความว่า   เจาะจง,   ตั้งใจเฉพาะ,  เจตนารมณ์.

 

ความมุ่งหมายของกฎหมาย  จึงหมายความว่า   ความตั้งใจเฉพาะ   หรือ        เจตนารมณ์ของกฎหมาย นั้นเอง.

 

จะหาเจตนารมณ์ หรือ ความมุ่งหมาย ของกฎหมายได้จากที่ไหน

การค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย  มิใช่เอามาจากความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง   ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเป็นผู้ร่างกฎหมาย   หรือ กรรมการร่างกฎหมาย   หรือ สมาชิกรัฐสภาคนใดคนหนึ่ง   หรือ กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง   หรือ ความเห็นของอาจารย์สอนกฎหมายคนใดคนหนึ่ง     เพราะความเห็นดังกล่าว มิใช่คำนิยามความหมายของถ้อยคำ  หรือข้อความที่ทางราชการกำหนดให้ใช้ เสมอไป

 

สำหรับ ร่างกฎหมายที่ได้ทำการยกร่างกันขึ้นมาแล้วนั้น  ยังไม่เป็นกฎหมาย ที่ทุกคนจะต้องถือตาม หรือปฏิบัติตาม  ยังจะต้องผ่านกระบวนการในการบัญญัติกฎหมาย อีกหลายขั้นตอน   ตามระบบรัฐสภา  คือจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว จึงจะประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาได้   และ เมื่อเป็นกฎหมายแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม.

 

นอกจากนี้ อาจเป็นไปได้ว่า     ข้อความประโยคเดียวกัน  หรือ ถ้อยคำ คำเดียวกัน      ผู้ร่างกฎหมาย  กับ  สมาชิกรัฐสภา  มีความเข้าใจไม่เหมือนกัน   ดังนั้นการหาเจตนารมณ์  หรือ ความมุ่งหมายของกฎหมาย  จะต้องหาจากหลักฐานที่เป็นทางราชการและมีกฎหมายรับรอง ได้แก่    

. ชื่อของกฎหมาย  หรือ ชื่อของพระราชบัญญัติ    

. ข้อความในพระราชบัญญัติให้ใช้กฎหมายแต่ละฉบับ  

. บทบัญญัติทั่วไป  หรือ ข้อความเบื้องต้นในกฎหมายแต่ละฉบับ

. บทนิยาม หรือ บทวิเคราะห์ศัพท์     

. คำปรารภในการบัญญัติกฎหมาย  

. หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ 

.  บทบัญญัติในกฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวพัน หรือสัมพันธ์ กัน   หรือ ที่มีกระบวนการต่อเนื่องกัน  หรือ มีการกล่าวอ้างถึง กระบวนการ  หรือ ข้อความในกฎหมายฉบับนั้น

 

สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะต้องมีการบันทึกไว้เป็น ตัวหนังสือ  หรือ ลายลักษณ์อักษรของทางราชการ ที่สามารถค้นหามาอ้างอิงได้โดยมีกฎหมายรับรอง  จะเอามาจากคำพูดของคนใดคนหนึ่งแม้ว่าจะเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย      หรือความเห็นของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอยๆไม่มีกฎหมายรับรองไม่ได้.

 

ชื่อของกฎหมาย บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ในการบัญญัติกฎหมายได้ส่วนหนึ่ง  เช่น

“รัฐธรรมนูญ”    คือ  กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ

“กฎหมายแพ่ง”    คือ กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันระหว่างบุคคล เกี่ยวกับ สถานภาพ   สิทธิ   หน้าที่   และความรับผิดตามกฎหมาย.

“กฎหมายพาณิชย์”   คือ กฎหมาย ที่วางระเบียบความเกี่ยวพัน ทางการค้า หรือธุรกิจ ระหว่างบุคคล.

“กฎหมายอาญา”    คือ กฎหมายที่กำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่า เป็นความผิด และ กำหนดบทลงโทษทางอาญา สำหรับความผิดนั้น.

“กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”   คือ กฎหมายที่กำหนด หลักเกณฑ์  วิธีการ  และขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญา เพื่อที่จะดำเนินการนำตัวผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญา มาลงโทษ ตามที่กฎหมายอาญากำหนดไว้.  

“พระธรรมนูญศาลยุติธรรม”   คือ กฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบศาลยุติธรรม

“พระราชบัญญัติ”  บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา คำว่าพระราชบัญญัติเป็นคำที่ใช้นำหน้าชื่อกฎหมายต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ ๒๕๔๐  

 

พระราชบัญญัติจะมีชื่อต่างๆกัน ตามลักษณะของกฎหมาย เช่น

“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน”    เป็นกฎหมายที่วางระเบียบการปฏิบัติราชการของเจ้าพนักงานของรัฐ  และกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน หรือสามัญชนกับ เจ้าพนักงานของรัฐ   และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพนักงานของรัฐด้วยกัน

พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบัน หรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม   เช่น  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลต่างๆ  เป็นต้น.

“พระราชกำหนด”   (กฎ) น.  บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอํานาจบริหารให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติในกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือในระหว่างสมัยประชุมของรัฐสภาถ้ามีความจําเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยการภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน.

“พระราชกฤษฎีกา”  (กฎ) น.  บทบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ  พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

“เทศบัญญัติ”  (กฎ)  น.  บทกฎหมายที่เทศบาลตราขึ้นเพื่อใช้บังคับภายในเขตเทศบาลนั้น.

 

กฎหมายที่สัมพันธ์ หรือ เกี่ยวพันกัน  หรือ มีกระบวนการต่อเนื่องกัน     ได้แก่ กฎหมายสารบัญญัติ  กับ กฎหมายวิธีสบัญญัติ จะต้องใช้ประกอบกันจึงจะมีสภาพบังคับ  เช่น  ประมวลกฎหมายอาญา  หากไม่มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้บังคับ  ก็ไม่สามารถดำเนินการบังคับ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมา ลงโทษตามที่กฎหมายอาญา บัญญัติไว้.

 

กฎหมายที่มีการกล่าวถึงบทบัญญัติในกฎหมายฉบับอื่น   การตีความก็จะต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตีความด้วย    เช่น

 

 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มีบทบัญญัติให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม.(มาตรา๑๕)

 

กฎหมายรัฐธรรมนูญ  กล่าวอ้างถึง การพิจารณาพิพากษา และการลงโทษในคดีอาญา   ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา     การตีความรัฐธรรมนูญ จึงต้องนำบทบัญญัติในกฎหมายอาญา และ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาพิจารณาประกอบด้วย  เช่น

 

รัฐธรรมนูญฯ กล่าวถึง การที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกรัฐมนตรี

 

การตีความข้อความในรัฐธรรมนูญ มาตราดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบว่า  โทษ คืออะไร,    การลงโทษ คืออะไร,    จำคุกหมายถึงอะไร,    หมายจำคุกคืออะไร,    คำพิพากษา คืออะไร,     อำนาจของศาล,      หน้าที่ของศาล,     เขตอำนาจศาล,     ผลของคำพิพากษา,     ขั้นตอน และ วิธีการในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีอาญา  ฯลฯ   เพราะถ้อยคำ  หรือ คำศัพท์ แต่ละคำ  ล้วนแต่มีคำนิยามความหมายไว้ให้เป็นหลักในการแปล  หรือ การตีความ ถ้อยคำ  หรือ ข้อความ แล้วทั้งสิ้น.

 

ตัวอย่าง  เช่น 

คำว่า  “คำพิพากษา”      รัฐธรรมนูญฯ   ไม่ได้ให้คำจำกัดความหมายไว้เป็นพิเศษ  และ  กฎหมาย  หรือ พระราชบัญญัติต่างๆ  ก็ไม่ได้ให้คำนิยามไว้เช่นเดียวกัน   คงมีแต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒  ได้ให้คำนิยามไว้ว่า

 

“คำพิพากษา”    (กฎ) .   คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลในประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องต่อศาล.

 

หากพิจารณาให้ละเอียดจะเห็นว่า ก่อนจะมาเป็นคำพิพากษานั้น จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณา ตามที่กฎหมายบัญญัติ หลายฉบับ   ได้แก่พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันราชการที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม    การกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบัน    กำหนด ตำแหน่ง อำนาจ  และหน้าที่ของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง ต่างๆเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม  ถ้าขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่งขัดต่อกฎหมาย หรือ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษานั้นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

 

คำว่า  “คำพิพากษา”  ในที่นี้จะต้องเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย   หากไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย 

 

การที่จะวินิจฉัยว่า  ข้อความที่ปรากฏนั้นเป็นคำพิพากษาหรือไม่   หรือ เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  หรือ ข้อความที่เขียนไว้ในคำพิพากษามีความหมายว่าอย่างไร  คำพิพากษาใช้ถ้อยคำตรงตามตัวบทกฎหมายหรือไม่  ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการตีความกันทั้งสิ้น    ซึ่งการตีความดังกล่าว  จะต้องพิจารณาถึงกฎหมายหลายฉบับ  ได้แก่  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม,   พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลที่ทำการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นๆ เช่น  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.. ๒๕๓๒,    พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.. ๒๕๔๒,     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง  .. ๒๔๙๙,    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา,     ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง,  เป็นต้น    หากไม่นำพระราชบัญญัติต่างๆที่กล่าวมาแล้วมาพิจารณาจะทราบอย่างไร ว่า  คำพิพากษาฉบับนั้น   ใช้ถ้อยคำตรงตามตัวบทกฎหมายที่อ้างมาเป็นบทบังคับหรือไม่    คำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่   มีผลบังคับหรือไม่   หากคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะนำมาเป็นเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่.   

 

หัวข้อที่ควรพิจารณาเมื่อมีกรณีที่จะต้องตีความกฎหมาย

 

. ข้อความ   หรือ ถ้อยคำที่จะตีความ    (ต้องหาคำนิยามความหมายตามกฎหมายหรือพจนานุกรมฯให้ได้)

. ชื่อของกฎหมาย   ตลอดจนบรรพ   ภาค   หมวด   ส่วน   มาตรา   อนุมาตรา    และวรรคที่จะต้องตีความ.  (เมื่อทราบว่าเรื่องที่จะตีความอยู่ในกฎหมายใดแล้ว  ต้องหาให้พบว่า  เรื่องดังกล่าวอยู่ใน  บรรพ   ภาค    หมวด   ส่วนใด  เพราะเป็นข้อที่บ่งชี้ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายได้

.  กฎหมายที่เกี่ยวข้อง   (เรื่องที่จะตีความบางเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับอาจมีทั้งกฎหมายสารบัญญัติ  และกฎหมายวิธีสบัญญัติ   รวมตลอดทั้งระเบียบข้อบังคับที่ออกตามความในพระราชบัญญัติต่างๆด้วย)

 

ตัวอย่างการตีความรัฐธรรมนูญ

 

การตีความ  มาตรา ๒๑๖  () แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ 

มาตรา  ๒๑๖    ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว เมื่อ

       () …………..

       () ………….

       () ………….

       ()  ต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

ข้อที่ควรพิจารณา  

.   มาตรา ๒๑๖  อยู่ในหมวด ๗  อันเป็นหมวดที่ว่าด้วย เรื่องคณะรัฐมนตรี   ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งต้องพ้นจากตำแหน่ง    ซึ่งรัฐธรรมนูญใช้ข้อความว่า   “ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวเมื่อ”  

. เงื่อนไขที่ให้รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีคนนั้น  ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาของศาลใดศาลหนึ่งที่มีเขตอำนาจ  และศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จ แล้วมีคำพิพากษาชี้ขาดว่า    รัฐมนตรีคนนั้นเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา และกำหนดโทษที่จะลงว่า    เป็นโทษจำคุก    กฎหมายที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วยจึงต้องมีกฎหมายอาญา    กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา    กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง. 

 

หลักเกณฑ์การตีความรัฐธรรมนูญฯ  เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ (มาตรา ๖)  และในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติวิธีการตีความไว้ เป็นพิเศษ และไม่ได้ยกเลิกหลักเกณฑ์การตีความตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  และบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวก็ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  การตีความก็คงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังกล่าว ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ   และ ผู้พิพากษาตุลาการในศาลอื่น   หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม  คำวินิจฉัยนั้นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย.  

 

ถ้าได้ความว่า ตุลาการ  หรือ ผู้พิพากษา  คนใดจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ต้องถือว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย  วุฒิสภา มีอำนาจถอดถอนออกจากตำแหน่งได้  (รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓)  และอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม มาตรา ๑๕๗  ด้วยก็ได้

 

ข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร  ที่จะต้องตีความในกรณีนี้  คือ  ความหมายของข้อความว่า    “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” 

 

ข้อความดังกล่าว เป็นข้อความที่กล่าวถึง  กระบวนพิจารณาคดีอาญา ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  การตีความในกรณีนี้  จึงต้องพิจารณาถึงกระบวนการในการพิจารณาและพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะนำตัวผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญามาลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งรวมตลอดไปถึงการดำเนินการบังคับคดีด้วย  และจะต้องทราบว่า ถ้อยคำแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร ในทางปฏิบัติจริง   มิใช่ตีความเฉพาะข้อความที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายมาตรานั้น เท่านั้น.

 

การตีความรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔    ดังนั้น จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตีความตามตัวอักษรก่อน เพราะตัวอักษรเป็นเครื่องหมายที่ใช้ขีดเขียนแทนเสียง หรือ คำพูด เพื่อบอกให้ทราบ หรือสื่อความหมายให้ทราบ ถึงความมุ่งหมาย ของข้อความนั้น     และ คำนิยามความหมาย ก็ต้องถือตามที่ทางราชการกำหนดไว้  คือตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๔๒    มิใช่ต่างคนต่างให้คำนิยามตามความคิดความเห็นของตนเอง.

 

มีนักกฎหมายบางท่านอ้างว่า  การตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ  จะเอาหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เล็กกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาใช้ตีความรัฐธรรมนูญไม่ได้  

 

 ผู้เขียนมีความเห็นว่า

. กฎหมายเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วโดยได้มีการประกาศในหนังสือ  ราชกิจจานุเบกษา แล้วก็มีผลบังคับให้ทุกคนที่อยู่ในบังคับกฎหมายไทยต้องปฏิบัติตาม.

. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๔   ใช้ถ้อยคำและข้อความว่า   ต้อง

มาตรา ๔     กฎหมายนั้นใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใดๆแห่งกฎหมายตามตัวอักษร   หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ

เมื่อไม่มี……………

 

จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔  ใช้ถ้อยคำว่า   “กฎหมายนั้น..”     ไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า   “กฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น….”   จึงต้องตีความว่า   รัฐสภามีวัตถุประสงค์    หรือความมุ่งหมายที่จะให้ มาตรา ๔ นี้ใช้บังคับในการ ตีความกฎหมายทุกฉบับ    อันถือได้ว่าเป็นหลักกฎหมายทั่วไป    หากกฎหมายฉบับอื่นต้องการจะให้มีการตีความด้วยวิธีที่ผิดแปลกไปจากมาตรา ๔ นี้  ก็จะต้องบัญญัติถึงเรื่องการตีความกฎหมายฉบับนั้นไว้เป็นพิเศษ.

 

เมื่อได้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ผู้เขียนจะได้ตีความตาม   ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔   ต่อไป  ซึ่งจะได้ยกเอาถ้อยคำต่างๆในภาษาราชการ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มาหาคำนิยามไว้ประกอบการตีความกฎหมาย.   

 

คำศัพท์ที่ทางราชการกำหนดไว้

  

“ต้อง”   เป็นคำกริยา .  หมายความว่า   ถูก

             เป็นกริยาช่วย บอกความแน่ใจ  หรือบังคับ  เช่น  ต้องกิน   ต้องนอน   ต้องทำ.

“ถูก”  เป็นกริยาช่วย    แสดงว่า  ประธานของประโยคเป็นผู้ถูกทำ. (มักใช้ในข้อความที่ทำให้ผู้ถูกทำเดือดร้อน หรือไม่พอใจ)   เช่น   ถูกเฆี่ยน   ถูกลงโทษ.

“คำพิพากษา”    หมายความว่า   คำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินของศาลในประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องต่อศาล.  

 

คำพิพากษา  จะต้องเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย  กล่าวคือ ต้องทำโดยศาลที่มีเขตอำนาจ   ผู้พิพากษาที่มีอำนาจ   ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด    ถ้อยคำที่ใช้เขียนคำพิพากษาถูกต้องตรงตามตัวบทกฎหมาย  มีความหมายถูกต้องชัดเจน ไม่มีปัญหาให้ต้องตีความกันอีก  รวมทั้งกระบวนพิจารณาคดีทั้งหมดจะต้องดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย

 

“ให้”  เป็น คำช่วยกริยา    บอกความบังคับ   เช่น   ให้ทำ,   ให้ไป,    ให้จำคุก.

“จำคุก”     .  หมายความว่า   ลงโทษด้วยวิธีขัง.

“ให้จำคุก”     หมายความว่า    คำสั่ง ที่บอกความบังคับให้นำตัวจำเลยไปลงโทษด้วยวิธีขังไว้ในเรือนจำ.

“ขัง”   หมายความว่า   กักขัง,     เก็บตัวไว้ในสถานที่จำกัด.

“คุก”  หมายความว่า   เรือนจำ,   ที่ขังนักโทษ.

“โทษ”   หมายความถึง   มาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับลงโทษ   แก่         ผู้กระทำความผิดอาญา   ได้แก่  . ประหารชีวิต.     . จำคุก         . กักขัง.           . ปรับ.     . ริบทรัพย์สิน. (ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา ๑๘)

“ลงโทษ”   .  หมายความว่า   ทำโทษ.

“หมายจำคุก”   คือ   หมายอาญา ประเภทหนึ่ง    ซึ่งหมายถึง  หนังสือบงการของศาล ซึ่งออกตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  สั่งให้ เจ้าหน้าที่  ทำการจำคุกจำเลย  หรือ นักโทษ.  (ควบคุมตัวจำเลยไปกักขังไว้ในเรือนจำ)

 

เมื่อถ้อยคำแต่ละคำมีความหมายชัดเจนแล้ว  และได้มีการนำถ้อยคำดังกล่าวมาเขียนเรียบเรียงไว้เป็นข้อความ และเป็นประโยค ตามหลักไวยากรณ์แล้ว     

ข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษา ให้จำคุก” จึงหมายความว่า   ถูกศาลพิพากษาชี้ขาดว่า  เป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา  และ  มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุก   โดยจะกำหนดโทษจำคุกไว้ในคำพิพากษาด้วย.    ซึ่งจะกำหนดโทษไว้เป็น    ปี    เป็นเดือน   หรือ เป็นวัน  ไม่มีทางที่จะตีความให้มีความหมายเป็นอย่างอื่นอีก

 

การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดว่า  บุคคลใดต้องคำพิพากษาให้จำคุก  หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า   “ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก”  หรือไม่นั้น  มิใช่เพียงแต่ดูเฉพาะตัวหนังสือที่ศาลเขียนไว้ในคำพิพากษา เท่านั้น  แต่ จะต้องดูให้ตลอดไปจนถึงผลที่สุดของคำพิพากษาด้วย ว่า  ได้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาฉบับนั้นหรือไม่  กล่าวคือ ได้มีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่   เพราะกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีอาญานั้น    เริ่มตั้งแต่ มีการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลย    เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ต้องมีกระบวนการในการบังคับตามคำพิพากษาของศาลด้วย เพื่อให้จำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษา.

 

กระบวนการหลังจากศาล มีคำพิพากษาให้จำคุก 

เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยแล้ว จำเลยจะต้องถูกบังคับคดี โดยการควบคุมตัวเอาไปกักขังไว้ในเรือนจำ  การจะควบคุมตัวจำเลยไปจำคุก  จะต้องมีกฎหมายกำหนด กระบวนการ เพื่อดำเนินการอันเป็นขั้นตอนหลังคำพิพากษาอีก  จึงจะถือได้ว่า  มีการลงโทษจำคุกจำเลย จะทำตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานไม่ได้   ซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ได้บัญญัติเรื่องกระบวนการหลังจากศาลมีคำพิพากษาไว้ว่า

 

มาตรา ๗๔   ภายใต้บังคับ แห่งมาตรา ๗๓  และ มาตรา ๑๘๕  วรรค ๒   เมื่อผู้ใด    ต้องคำพิพากษาให้จำคุก   หรือ ประหารชีวิต    หรือ จะต้องจำคุกแทนค่าปรับ      ให้ ศาล ออก หมายจำคุก บุคคลผู้นั้นไว้.

 

บทบัญญัติ มาตรา ๗๔  ดังกล่าว  เป็นบทบังคับให้ศาลต้องดำเนินการ ต่อจากการพิพากษาให้จำคุกบุคคลใด แล้ว   ว่าจะต้อง มีหน้าที่  ออกหมายจำคุก บุคคลผู้นั้น.

 

เมื่อศาลออกหมายจำคุก แล้ว  หมายจำคุกนั้นจะถูกส่งไปให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ดำเนินการ นำตัวบุคคลผู้นั้น (จำเลย)  ไปจำคุก  (กักขังไว้ที่ เรือนจำ)      (ดูข้อความในหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุด)  

 

หมายจำคุก  จึงเป็นหลักฐาน ตามกฎหมาย แสดงว่า  ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุก จำเลย   หากศาลไม่ได้ออกหมายจำคุกบุคคลใด   ก็ถือไม่ได้ว่า     บุคคลนั้นต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

มีปัญหาว่า ศาลจะออกหมายจำคุกได้เมื่อไร.

การออกหมายจำคุก เป็นวิธีการในการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญา ซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอน และวิธีการ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้  กล่าวคือ

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๒๔๕ บัญญัติว่า

 

มาตรา ๒๔๕   ภายใต้บังคับมาตรา  ๒๔๖,  ๒๔๗,   และ ๒๔๘   เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว  ให้บังคับคดี โดยไม่ชักช้า

ศาลชั้นต้น มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต   หรือ จำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น   และ คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน.

      

นอกจากนี้   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐  มาตรา ๓๓ บัญญัติว่า

 

มาตรา ๓๓  ในคดีอาญา  ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า  ผู้ต้องหา  หรือ  จำเลย      ไม่มีความผิด

ก่อนมีคำพิพากษา อันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใด ได้กระทำผิด  จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้.

 

บทบัญญัติดังกล่าวชี้ให้เห็น อย่างชัดเจนว่า   ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ของศาลแสดงว่า บุคคลใดได้กระทำผิด  ยังถือไม่ได้ ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำผิด  ศาลก็ดี  เจ้าพนักงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องก็ดี  จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้.

 

ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด  และ เห็นว่าจำเลยควรได้รับโทษจำคุก  ศาลก็จะ กำหนดโทษจำคุกไว้ ในคำพิพากษา  เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว  การบังคับคดี ตามคำพิพากษาของศาล  ศาล ต้องออกหมายจำคุกจำเลย เพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวจำเลยไปกักขังไว้ในเรือนจำ     แต่ ในระหว่างที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด   ศาลยังออกหมายจำคุกจำเลยไม่ได้  ศาลจะออก หมายขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งเป็นหมายสีเหลืองไว้ก่อน  (ไม่ใช่หมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา)

การขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา  ถือว่า เป็นการขังระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา เป็นการขังโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๗๑  มิใช่เป็นการขังเพื่อลงโทษจำคุกตามคำพิพากษา  การขังจำเลยไว้ในระหว่างพิจารณาเจ้าพนักงาน หรือบุคคลใดจะปฏิบัติต่อจำเลยนั้นเสมือนเป็นผู้กระผิดไม่ได้         (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๓) 

      

เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่า จำเลยได้กระทำความผิด ศาลจึงจะออก   หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด  ซึ่งเป็นหมายสีแดง.   

 

เมื่อศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกแล้ว   และสามารถปฏิบัติต่อจำเลย ในฐานะเป็นผู้กระทำความผิด (นักโทษเด็ดขาด)   ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ได้.

 

หมายเหตุ

       หมายขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา    ไม่ถือว่า เป็นหมายที่ศาลสั่งให้ ผู้บัญชาการเรือนจำ ลงโทษจำคุกจำเลย   เพราะในหมายดังกล่าว    ใช้ข้อความว่า       

“เพราะฉะนั้น  ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ ขัง………………..จำเลย ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ……………”      

 

ไม่ได้ใช้ข้อความอย่างเดียวกับข้อความ ในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด (หมายแดง) ว่า           

 “ เพราะฉะนั้น  ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ  จำคุก……จำเลย  ไว้ตามหมายนี้   เมื่อครบกำหนดโทษแล้วให้ปล่อยตัวไปทันที.  

 

ข้อกฎหมายที่ยืนยันว่า  ในกรณีที่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกานั้นไม่ถือว่า เป็นการลงโทษจำคุกจำเลย  คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  ๗๓.

 

มาตรา ๗๓   คดีใดอยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา    ถ้าจำเลย ต้องควบคุม  หรือ ขัง  มาแล้วเท่ากับ  หรือเกินกว่า กำหนด จำคุก   หรือ กำหนดจำคุกแทนตามคำพิพากษา   ให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลย  เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่โจทก์ อุทธรณ์ฎีกา ในทำนองขอให้เพิ่มโทษ.

 

คำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อไร.

       ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๑๕.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ บัญญัติว่า

 

มาตรา ๑๔๗         คำพิพากษา หรือ คำสั่งใด  ซึ่งตามกฎหมาย จะอุทธรณ์ฎีกา  หรือขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น   ให้ถือว่าเป็นที่สุด ตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป.

คำพิพากษา หรือ คำสั่งใด   ซึ่งอาจ อุทธรณ์  ฎีกา หรือ มีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น   ถ้ามิได้อุทธรณ์  ฎีกา  หรือ ร้องขอให้พิจารณาใหม่ ภายในเวลาที่กำหนดไว้   ให้ถือว่า เป็นที่สุดตั้งแต่ ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง    ถ้าได้มีอุทธรณ์   ฎีกา   หรือ มีคำขอให้พิจารณาใหม่  และ ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา  หรือศาลชั้นต้น ซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่  มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ตามที่บัญญัติไว้ใน  มาตรา ๑๓๒     คำพิพากษา หรือ คำสั่งเช่นว่านั้น ให้ถือว่า เป็นที่สุด ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ.

คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งพิจารณาคดีนั้น  ให้ออกใบสำคัญ แสดงว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว.

 

การอุทธรณ์ฎีกา

“อุทธรณ์”  หมายความว่า   ยื่นฟ้อง หรือ ยื่นคำร้อง ต่อศาลสูง คัดค้าน    คำพิพากษา  หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้น.

 

“ฎีกา”   หมายความว่า   การคัดค้าน คำพิพากษา หรือ คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ ที่คู่ความยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อเสนอให้ศาลฎีกา พิจารณา พิพากษา  หรือ วินิจฉัยชี้ขาด.

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๑๙๓  บัญญัติว่า

มาตรา ๑๙๓   คดีอุทธรณ์ คำพิพากษา หรือ คำสั่งศาลชั้นต้น ในข้อเท็จจริง  และ     ข้อกฎหมาย   ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์   เว้นแต่ จะถูกห้ามอุทธรณ์โดย ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

อุทธรณ์ทุกฉบับ ต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อ  หรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ.

 

การที่กฎหมายบัญญัติเรื่องอุทธรณ์ฎีกาไว้เช่นนี้   แสดงว่า กฎหมายถือว่า การอุทธรณ์ และ ฎีกา  เป็นสิทธิของคู่ความ  สิทธิจะหมดไป  หรือน้อยลง  ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิไว้  (รัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา  ๒๙)    ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  และสั่งให้ลงโทษจำเลย    จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์  คัดค้าน  หรือโต้แย้ง คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นได้  ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว.

 

เมื่อจำเลยมีสิทธิ และได้ใช้สิทธิ อุทธรณ์ แล้ว   คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุด   ศาลจะ ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด และ บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นทันทีไม่ได้  และจะปฏิบัติต่อจำเลย  เสมือนเป็นผู้กระทำความผิด (เป็นนักโทษเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์)ไม่ได้.

 

การบังคับให้รัฐมนตรีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า มีความผิด และมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุก แต่คดียังไม่ถึงที่สุดให้พ้นจากตำแหน่ง   ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติต่อรัฐมนตรีคนนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดแล้วเป็นการต้องห้าม ตาม  มาตรา ๓๓    เนื่องจากกฎหมายให้สิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อยู่  อันเป็นสิทธิตามกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครอง.

 

ข้อสังเกต

เมื่อได้พิจารณา ข้อกฎหมาย และ เหตุผลที่ได้หยิบยกขึ้นมาอธิบายดังกล่าวแล้ว  จะเห็นได้ว่า  แม้กฎหมายจะใช้ข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษา ให้จำคุก”   ก็มีความหมายเช่นเดียวกับ  ข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษา ถึงที่สุด ให้จำคุก”    เพราะกระบวนพิจารณาที่ตามมาภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยแล้ว  ได้แก่  การออกหมายจำคุกก็ดี    การปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนเป็นผู้กระทำผิดก็ดี    การบังคับคดีตามคำพิพากษาก็ดี   กฎหมายมีบทบัญญัติบังคับไว้ว่า    จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ   คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น.

 

มีปัญหาที่จะต้องตีความต่อไปอีกว่า   ถ้าศาลพิพากษาว่า รัฐมนตรีมีความผิดกฎหมายอาญาฐานใดฐานหนึ่ง  และ ศาลเพียงแต่ กำหนดโทษที่จะลงไว้  ว่าเป็นโทษจำคุก  และ โทษปรับ  แต่ ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด  ยังไม่สั่งให้ลงโทษจำคุกในการกระทำผิดครั้งนี้   คงสั่งให้ ลงโทษปรับสถานเดียว  รัฐมนตรีท่านนั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา ๒๑๖ () หรือไม่ ?

 

การตอบคำถามเรื่องนี้ คงจะต้องทำความเข้าใจเรื่องการรอการลงโทษจำคุก ว่าการรอการลงโทษคืออะไร  มีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายอย่างไร

 

การรอการลงโทษ

การรอการลงโทษคืออะไร.

เรื่องการรอการลงโทษ  เป็นบทบัญญัติ  ในประมวลกฎหมายอาญา  ภาค ๑   ลักษณะ ๑   หมวด ๓     ส่วนที่ ๓   (มาตรา ๕๖)

มาตรา ๕๖     ผู้ใดกระทำความผิด  ซึ่งมีโทษจำคุก     และ ในคดีนั้น   ศาลจะลงโทษจำคุก ไม่เกินสองปี       ถ้าไม่ปรากฏว่า  ผู้นั้น ได้รับโทษจำคุกมาก่อน    หรือ ปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน    แต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาท    หรือ ความผิดลหุโทษ    เมื่อศาลได้คำนึงถึง  อายุ    ประวัติ    ความประพฤติ    สติปัญญา     การศึกษาอบรม    สุขภาพ    ภาวะแห่งจิต    นิสัย    อาชีพ  และ สิ่งแวดล้อมของผู้นั้น    หรือ สภาพความผิด    หรือ เหตุอื่น อันควรปราณี แล้ว    เห็นเป็นการสมควร    ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิด  แต่ รอการกำหนดโทษไว้    หรือ กำหนดโทษ  แต่ รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไป   เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด   แต่ต้องไม่เกินห้าปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา   โดยจะกำหนดเงื่อนไข เพื่อคุมประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้.

เงื่อนไข  ………………..

 

ถ้อยคำที่ควรพิจารณา

        “รอ”   หมายความว่า   ยับยั้ง    หยุดไว้    พักไว้    ชงักอยู่.

       “ลงโทษ”    หมายความว่า    ทำโทษ.

       “โทษ”   หมายความว่า     มาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้   สำหรับ ลงโทษ แก่ผู้กระทำความผิดอาญา  ได้แก่    การประหารชีวิต,     การจำคุก,     การกักขัง,    การปรับ,     และ   การริบทรัพย์สิน.    

       “กำหนด”   หมายความว่า   ตราไว้    หมายไว้    ตั้งไว้.

       “กำหนดโทษ”   หมายความว่า    ตั้งโทษไว้   เช่น   กำหนดโทษ จำคุก  ๖ เดือน  และ ปรับ  ๕๐,๐๐๐ บาท.  (ยังไม่ได้ลงโทษ)

      

ในกรณีที่ศาลมีดุลพินิจ สมควรรอการลงโทษจำเลย   หมายความว่า  ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดกฎหมายอาญา   และศาลได้พิจารณาข้อมูล หรือข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกี่ยวกับจำเลย ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖  กำหนดไว้      ได้แก่  อายุ    ประวัติ    ความประพฤติ    สติปัญญา    การศึกษาอบรม    สุขภาพ    ภาวะแห่งจิต     นิสัย    อาชีพ และ สิ่งแวดล้อมของผู้นั้น    หรือ   สภาพความผิด    หรือ  เหตุอื่นอันควรปราณี แล้ว  ศาลเห็นว่า  การกระทำความผิดของจำเลยครั้งนี้  จำเลยยังไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก  ควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ก่อน       ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายกำหนดวิธีการบังคับศาลไว้ว่า    ให้ศาลเพียงแต่  กำหนดโทษที่จะลงโทษ แก่จำเลย  และ มีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้ก่อน  และจะต้องสั่งให้ออกหมายปล่อยจำเลยด้วย.   

 

 ในทางปฏิบัติ  ส่วนมาก  เมื่อศาลจะไม่ลงโทษจำคุกจำเลย ศาลก็จะลงโทษปรับ  โดยศาลจะพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด  แล้วกำหนดโทษ ทั้ง โทษจำคุก และ โทษปรับไว้ด้วย    แต่โทษจำคุกให้รอไว้  คงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงอย่างเดียว   จะมีการลงโทษจำคุกที่ศาลได้กำหนดไว้  ต่อเมื่อ ได้มีการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่ศาลกำหนด   หรือ  ได้มีการกระทำความผิดภายในเวลาที่ศาลกำหนด  (มาตรา  ๕๗,  ๕๘) .

 

คำพิพากษา คดีที่ศาลรอการลงโทษ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๕๖     หาก จะ ใช้ข้อความให้ ตรงตามตัวบทกฎหมาย  จะต้องใช้ข้อความตาม มาตรา ๕๖    ว่า   

 

“พิพากษาว่า   จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  …….     กำหนดโทษ จำคุก …..เดือน  และ ปรับ………บาท   โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด …..ปี    คงลงโทษปรับสถานเดียว   ถ้าไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม มาตรา ๒๙,  ๓๐  ให้……………”   

 

ที่ใช้คำว่า   กำหนดโทษ …..เพราะ  มาตรา  ๕๖   ใช้ข้อความว่า    “…หรือ   กำหนดโทษ  แต่ รอการลงโทษไว้  แล้วปล่อยตัวไป….”   มาตรา ๕๖  ไม่ได้ใช้ ข้อความว่า            “ให้จำคุก…”   หรือ “ให้ลงโทษจำคุก”     แต่ รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไป …….”

 

ผลของคำพิพากษาคดีที่ศาลรอการลงโทษจำคุก  ก็คือศาลไม่ได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย  ศาลเพียงแต่กำหนดโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่จำเลยไว้ และสั่งให้รอการลงโทษไว้ก่อน   คงลงแต่โทษปรับอย่างเดียว  และต้องสั่งให้ออกหมายปล่อยจำเลยด้วย    เว้นแต่จำเลยมีประกันตัวไปและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไม่ถูกขังระหว่างพิจารณาศาลก็ไม่ต้องออกหมายปล่อย เมื่อจำเลยกระทำความผิดอีกภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ และความผิดที่กระทำครั้งหลัง มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท  หรือ ความผิดลหุโทษ  และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดครั้งหลังนั้น  กฎหมายบังคับศาลที่พิพากษาคดีหลัง  บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง.  

 

นอกจากนั้น ในคดีที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าว  ศาลก็ไม่ได้ออกหมายจำคุกจำเลย  ตามบทบังคับ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๗๔  ถ้าต้องขังอยู่ระหว่างพิจารณาศาลต้องออกหมายปล่อยจำเลย   จึงไม่ถือว่า จำเลย ต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

การที่ศาลเขียนคำพิพากษาโดยใช้ข้อความว่า   “….ให้ลงโทษจำคุก จำเลย…”    ในคดีที่มีการรอการลงโทษ   จึงเป็นการใช้ถ้อยคำ ไม่ตรงกับที่บัญญัติไว้  ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  ๕๖   และ  คงจะต้องแปลความหมาย  หรือตีความ คำว่า “ให้ลงโทษจำคุก”   ในกรณีนี้ว่า  ศาลเพียงแต่ กำหนดโทษจำคุก ที่จะลงแก่จำเลยไว้ ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เท่านั้น  จะตีความว่าศาลสั่งให้ลงโทษ หรือพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแล้วหาได้ไม่    เพราะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของ การให้มีการรอการลงโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖.

 

สรุป

คดีที่จำเลย ต้องคำพิพากษาให้จำคุก    หมายความว่า   คดีนั้นจำเลยถูกศาลพิพากษาชี้ขาดตัดสินว่า  เป็นผู้กระทำความผิดอาญา    และ ศาล มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกจำเลย  โดย จะกำหนด ระยะเวลาจำคุก ด้วยว่า   ให้จำคุกมีกำหนดเวลา  เท่าใด  เป็น    ปี      เดือน     หรือ  วัน       และ ศาลจะต้องมีการ ออกหมายจำคุกจำเลย  เพื่อสั่งให้     เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์  ควบคุมตัวจำเลย ไปกักขังไว้ในเรือนจำ  (. วิอาญา  มาตรา๗๔)  เมื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้รับหมายจำคุกจากศาลแล้ว มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยไปจำคุก คือเอาไปขังไว้ในคุก  หรือ เรือนจำ. 

 

การที่ศาลกำหนดโทษจำคุก  และโทษปรับแต่รอการลงโทษจำคุกจำเลย  เป็นกรณีที่  ศาลพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิด และกำหนดโทษ ที่จะลงโทษจำเลยไว้ ๒ ประเภท คือโทษจำคุก และโทษปรับ  แต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖  คงลงโทษปรับจำเลยสถานเดียว   ผลที่สุดของคำพิพากษาฉบับนี้ จึงเป็นว่า  จำเลยต้องคำพิพากษาให้ปรับ   มิได้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

ดังนั้น  รัฐมนตรี ที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด และ ได้กำหนดโทษ ทั้งโทษจำคุก  และ โทษปรับ  แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ก่อน  คงลงโทษปรับสถานเดียว   ถือว่า รัฐมนตรีต้องคำพิพากษาให้ปรับ    มิได้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก  ตามนัยแห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๑๖  ()   ความเป็นรัฐมนตรีจึงไม่สิ้นสุดลง.

 

การที่มีผู้กล่าวอ้างว่า  เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ   ให้ความหมายของข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก”   หมายความว่า  จำเลยไม่จำเป็นต้องถูกนำตัวไปขังไว้ในคุก  ยังคงอยู่ที่บ้านได้  ไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีได้  ก็ถือว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแล้ว  แสดงว่าบุคคลเหล่านั้น  ไม่ยอมรับว่า คำนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้กำหนดไว้ เป็นความหมายที่ถูกต้อง   และไม่ยอมรับว่า  การรอการลงโทษจำคุกหมายความว่า  ศาลไม่ได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก     หากเป็นเช่นนั้น  คนที่ถูกศาลพิพากษา    ให้จำคุกในคดีอื่นๆ  ก็จะอาศัยการตีความนั้น ขอออกจากเรือนจำ (คุก)  ไปอยู่ข้างนอก  เพราะมีความหมายเหมือนกัน  บ้านเมืองคงจะสับสนไม่น้อย      และรัฐคงไม่ต้องเสีย     งบประมาณสร้างเรือนจำ    และราชบัณฑิตยสถานก็คงจะต้องแก้คำนิยามใหม่ เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าใจความหมายตรงกัน.

 

ผู้เขียนเห็นว่า  หากรัฐธรรมนูญฯ   มีความมุ่งหมายเช่นนั้น  คงจะไม่ใช้ ถ้อยคำ  และ ข้อความที่มีปรากฏอยู่ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นแน่   เพราะข้อความที่บอกให้ทราบถึงเจตนารมณ์เช่นนั้นมีมากมาย  เช่น

  

ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว  เมื่อ

()………………. 

()  ต้องคำพิพากษา ไม่ว่าของศาลใด  ว่า มีความผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดที่มีโทษจำคุก

 

ถ้าเขียนด้วยข้อความอย่างนี้ ก็คงไม่ต้องมาตีความกันให้เป็นที่สับสน.

เมื่อไม่ได้ใช้ถ้อยคำเป็นอย่างอื่น  แต่ได้ใช้ถ้อยคำ  หรือ ข้อความที่ ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา  และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ซึ่งใช้บังคับอยู่  ยังไม่ได้มีการยกเลิก  ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ก็ได้เคยมีคำพิพากษาตีความไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว   ผู้คนในบ้านเมืองก็เข้าใจ และปฏิบัติตามตลอดมา   คำนิยามความหมายของถ้อยคำต่างๆ ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง   ก็ต้องถือว่ากฎหมายที่บัญญัติใหม่ในภายหลัง  ถือเอาความหมายตามที่เคยบัญญัติและตีความไว้เดิม

 

หากผู้ร่าง หรือ รัฐสภา ต้องการให้มีความหมายเป็นอย่างอื่น น่าจะต้องบัญญัติข้อความไว้เป็นพิเศษให้แตกต่างจากกฎหมายเดิม  เพราะมีอำนาจที่จะทำได้  การใช้ข้อความเดิม แล้วมาอ้างว่าไม่ต้องการให้มีความหมายอย่างเดิม จึงน่าจะไม่ถูกต้อง 

 

ที่มีการกล่าวอ้างว่า   การตีความรัฐธรรมนูญ จะตีความเหมือนการตีความกฎหมายธรรมดาไม่ได้ จะต้องตีความโดยคำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ด้วยนั้น  จะตีความกันอย่างไร  เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และถ้อยคำต่างๆจะต้องเป็นถ้อยคำที่ทางราชการบัญญัติไว้ให้ใช้

 

หมายเหตุ

การตีความรัฐธรรมนูญฯดังที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมานี้  ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นคำวินิจฉัยกลางแล้วว่า    ความเป็นรัฐมนตรีของนายเนวิน  ชิดชอบ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่สิ้นสุดลง  ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๖ ()    แต่คำวินิจฉัยกลางดังกล่าวไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัยที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่านมีความเห็นเป็นเอกฉันท์    ต่างคนต่างมีความคิดความเห็นไปคนละทาง   เนื่องจากยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในเรื่องการตีความ  ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงมีขึ้นเป็นประจำ  และจะคงมีอยู่ตลอดไป    หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้แน่ชัดความสับสนและการโต้เถียงกันในเรื่องนี้ก็คงจะไม่มีวันจบสิ้น    ผลเสียจะตกอยู่แก่ปวงชนชาวไทยซึ่งไม่มีอำนาจในการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดกฎหมาย  เพราะไม่ทราบว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะมีการตีความกฎหมายกันอย่างไรอีก    และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในภายภาคหน้า   บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่และเป็นเสียงข้างมากอาจมีความเห็นแตกต่างไปอีกก็ได้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง    ผู้ที่มีอำนาจบริหารบ้านเมือง   หรือที่มีอำนาจตรากฎหมายน่าจะต้องรีบตรากฎหมายในเรื่องนี้โดยด่วน   เพื่อขจัดความทุกข์ดังกล่าว    

 

บทความเรื่องการตีความกฎหมายไทยที่ผู้เขียนเขียนขึ้นนี้ได้เขียนขึ้นตามแนวทางที่ผู้เขียนค้นพบและได้ถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติตลอดมา และสามารถอธิบายตอบคำถามของผู้มีความสงสัยได้  แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่า จะมีผู้เห็นด้วยกับความเห็นของผู้เขียนหรือไม่   ดังนั้นเมื่อท่านผู้อ่านบทความนี้แล้วมีความเห็นอย่างไร  กรุณาช่วยกันแสดงความเห็นด้วยคงจะเป็นประโยชน์แก่วงการนักกฎหมายและปวงชนชาวไทยไม่น้อย  และอาจจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้มีอำนาจหน้าที่บัญญัติกฎหมายได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง   ให้การตีความกฎหมายไทยในอนาคตได้มีการตีความเป็นแนวทางเดียวกัน

 

(นายมานิตย์  จิตต์จันทร์กลับ)

ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา

๑๕ กันยายน ๒๕๔๘

เทคนิคการเรียนกฎหมายด้วยตนเอง

 

เนื่องจากการอ่านกฎหมายให้รู้เรื่องและเข้าใจได้ถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของกฎหมาย จะต้องมีการแปล และตีความตัวบทกฎหมายดังได้กล่าวมาในเรื่องการตีความกฎหมายไทย ที่ผู้อ่านทราบแล้ว  การเรียนกฎหมายที่ผู้เขียนจะนำเสนอจึงมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป  และขอนำเสนอดังต่อไปนี้

 

๑.ต้องย้อนกลับไปอ่านเรื่อง กฎหมายคืออะไร และการตีความกฎหมายไทยให้เข้าใจอีกครั้งหนึ่ง

 

๒.เนื่องจากการเรียน หมายถึง การเข้ารับความรู้จากผู้สอน, รับการฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจหรือความชำนาญ, เช่น เรียนหนังสือ เรียนวิชาความรู้, ฝึกให้เกิดความรู้ความเข้าใจจนเป็นหรือมีความชำนาญ

 

“ความรู้” หมายความว่า   สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน   การค้นคว้า หรือประสบการณ์   รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ;   ความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์;   สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง   การคิด หรือการปฏิบัติ; องค์วิชาในแต่ละสาขา เช่น ความรู้เรื่องเมืองไทย   ความรู้เรื่องสุขภาพ.

 

การถ่ายทอดความรู้ของครูผู้สอนให้แก่ศิษย์ผู้เข้ารับคำสอนในวิชากฎหมายจะต้องใช้ ภาษาหนังสือไทย จาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งรวบรวมคำศัพท์กฎหมายไว้ให้ได้ค้นหาอย่างสมบูรณ์แล้ว เป็นหลัก หากได้รับฟังคำอธิบายขยายความด้วย ภาษาพูด ด้วยก็จะเข้าใจเร็วเข้า  เนื่องจากมีการซักถามเรื่องที่ยังไม่เข้าใจต่อเนื่องกันต่อไปได้อีกทันที  และถ้ามีคำบรรยายด้วยวาจาของครูผู้รู้ผู้ชำนาญ ก็จะเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น

 

หากไม่มีผู้อธิบายด้วยวาจา ตัวหนังสือที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ซึ่งจะต้องย้อนกลับไปหาการแปล และวิธีตีความดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้น

 

๓.นำสารบัญของกฎหมายแต่ละฉบับมาอ่านทำความเข้าใจหัวข้อเรื่องตามสารบัญให้เข้าใจเป็นภาษาสามัญ  โดยใช้พจนานุกรมฯ เป็นคู่มือเสียก่อน เมื่อเข้าใจหัวข้อเรื่องของสารบัญแล้วจะทำให้เราได้ทราบถึงเจตนารมณ์ หรือความมุ่งหมายของกฎหมายที่เป็นภาพรวมได้ แล้วยังได้ทราบด้วยว่า  กฎหมายฉบับนั้น  จะบัญญัติถึงเรื่องอะไรบ้าง  ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น  ภาค  ลักษณะ  หมวด   ส่วน   มาตรา   อนุมาตรา  แล้วแต่กฎหมายฉบับนั้นจะมีสาระสำคัญมากน้อยเท่าไร  กฎหมายฉบับที่ใหญ่ที่สุดมีเนื้อหามาก คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะแบ่งออกเป็น ๖ บรรพ (คำว่า บรรพ หมายความว่าเล่ม  ภาค   ตอน)  เมื่อทราบความหมายของหัวข้อเรื่องตามสารบัญแล้วจะทำให้ การเรียน การอ่านเข้าใจเร็วขึ้น

 

ในการค้นหาความหมายของถ้อยคำ  จะปรากฏว่า  พจนานุกรมฯ จะระบุไว้ด้วยว่า ถ้อยคำใดเมื่อเป็นภาษากฎหมายแล้วมีความหมายต่างจก ภาษาสามัญ  ก็ให้จดบันทึกคำศัพท์ไว้  ผู้ที่ใช้ คอมพิวเตอร์เป็น และมีโปรแกรมพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานใช้ ก็ให้ทำ ข้อความอัตโนมัติ เก็บไว้ใช้ในการค้นหาครั้งต่อๆไป หากจำความหมายไม่ได้

 

๔.เมื่อปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง ๓ ข้อข้างต้นแล้วท่านจะมีความรู้เบื้องต้นเรื่องกฎหมายพอสมควร  จากนี้ให้เริ่มต้นจากการค้นหาความหมายของชื่อตัวบทกฎหมาย โดยเริ่มต้นตั้งแต่  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ   ประมวลกฎหมายทั้ง ๔ ฉบับ  ซึ่งผู้เขียนได้ค้นหามาให้ดังนี้

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

“รัฐธรรมนูญ” [รัดถะทํามะนูน, รัดทํามะนูน] น. บทกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ โดยกำหนดรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดียวหรือรัฐรวม ระบอบการปกครองของรัฐ รวมทั้งสถาบันและองค์กร การใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองรัฐ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช ๒๕๔๐). (อ. constitution).

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖ บัญญัติว่า

มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายกฎ หรือ ข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

 

“ประมวลกฎหมาย” (กฎ) น. บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รวบรวมกฎหมายในลักษณะเดียวกันไว้เป็นระบบตามหลักวิชาการ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลรัษฎากร.

“กฎหมายแพ่ง”  (กฎ) น. กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันระหว่างบุคคลเกี่ยวกับสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยนิติกรรม ละเมิดทรัพย์สินครอบครัว มรดก. (อ. civil law).

“กฎหมายพาณิชย์” (กฎ) น. กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจระหว่างบุคคล เช่น กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจํานอง การจํานํา ตั๋วเงิน หุ้นส่วน บริษัท. (อ. commercial law).

“กฎหมายอาญา” (กฎ) น. กฎหมายที่กําหนดลักษณะของการกระทําที่ถือว่าเป็นความผิด และกําหนดบทลงโทษทางอาญาสําหรับความผิดนั้น. (อ. criminal law).

“พระราชบัญญัติ”  บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

คำว่าพระราชบัญญัติเป็นคำที่ใช้นำหน้าชื่อกฎหมายต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ ๒๕๔๐  

“พระราชกำหนด” (กฎ) น. บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอํานาจบริหารให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติในกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือในระหว่างสมัยประชุมของรัฐสภาถ้ามีความจําเป็น ต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยการภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน.

“พระราชกฤษฎีกา”  (กฎ) น.  บทบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ  พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

 “ประกาศ” ก.(กฎ) ข้อความที่ทางราชการแจ้งให้ประชาชนทราบหรือวางแนวทางให้ปฏิบัติ เช่น ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศกระทรวง ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี.

“มาตรา”  (กฎ) บทบัญญัติในกฎหมายที่แบ่งออกเป็นข้อ ๆ โดยมีเลขกํากับเรียงตามลําดับ;  

“อนุมาตรา” น. ข้อย่อยของมาตราในกฎหมายที่มีเลขกำกับอยู่ในวงเล็บ.

“วรรค” (กฎ) ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ของบทบัญญัติในแต่ละมาตราของกฎหมาย.  

 

ผู้เขียนคิดว่า  แนวทางและวิธีการที่ผู้เขียนนำเสนอมานี้น่าจะทำให้การเรียน หรือการศึกษาวิชากฎหมายด้วยตนเองง่ายเข้า เนื่องจากมีความเข้าใจว่า  ภาษากฎหมายไทย ไม่เหมือนกับภาษาไทยทั่วไป  ส่วนใหญ่ถ้อยคำแต่ละคำจะมีคำนิยามความหมายที่ใช้เฉพาะในกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นการอ่าน และการตีความกฎหมายจึงต้องมี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นคู่มือในการค้นหาความหมายของถ้อยคำทั้งที่ เป็นภาษากฎหมาย และภาษาสามัญ

 

สำหรับสารบัญกฎหมาย ผู้เขียนมีวิธีทำให้อ่านแล้วเห็นโครงสร้างของกฎหมายทั้งฉบับ โดยได้จัดรูปแบบใหม่ โดยทำเป็นแผนภูมิ ดังต่อไปนี้

 

(ขอเรียนว่า สารบัญที่จัดทำมาให้ดูนี้จะไม่ค่อยสมบูรณ์นักเพราะเนื้อที่จำกัด ที่ทำมาเพื่อให้เห็นเป็นแนวทางเท่านั้น)

 


สารบัญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช ๒๕๔๐

หมวด ๑

หมวด ๒

หมวด ๓

หมวด ๔

หมวด ๕

หมวด ๖

หมวด ๗

หมวด ๘

หมวด ๙

หมวด ๑๐

หมวด ๑๑

หมวด ๑๒

บททั่วไป

(มาตรา๑-)

 

-รูปของรัฐ

-ราชอาณาจักรไทย

.

-ระบอบการปกครอง ม.

-อำนาจอธิปไตย ม.

-การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ  .

-รัฐธรรมนูญคืออะไร  .

-กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ  .

-ประเภณีการปกครอง  .

พระมหากษัตริย์

(มาตรา ๘–๒๕)

 

-ฐานะ  .

-ตำแหน่ง  .๑๐

-ฐานันดรศักดิ์ ม.๑๑

-องคมนตรี  .๑๒

-สมุหราชองครักษ์ ม.๑๗

-ผู้สำเร็จราชการ ม.๑๘

-การสืบราชสมบัติ ม๒๒

-รัชทายาท  ม๒๓

สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย

(มาตรา๒๖–๖๕)

 

-ความเป็นมนุษย์   สิทธิ และ เสรีภาพย่อมได้รับความคุ้มครอง  และยกเป็นข้ออ้างทางศาลได้

-บุคคลเสมอกันในกฎหมาย. .๓๐

-สิทธิในชีวิตและร่างกาย ม.๓๑

-สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ  ชื่อเสียง

 

 

 

หน้าที่ของชนชาวไทย

(มาตรา๖๖–๗๐)

 

-หน้าที่ รักษาชาดิ ศาสนา  พระมหากษัตริย์  ระบอบประชาธิปไตย ม.๖๖

-ปฏิบัติตามกฎหมาย  . ๖๗

-ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ม. ๖๘

-ป้องกันประเทศ  รับราชการทหาร  เสียภาษีอากร ฯ     . ๖๙

-หน้าที่ของข้าราชการ  พนักงาน  หรือลูกจ้าง ฯ ม. ๗๐

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

(มาตรา๗๑–๘๙)

 

-หลักและวิธีปฏิบัติซึ่งเป็นแนวให้ตรากฎหมาย  และกำหนดนโยบายในการบิหารราชการแผ่นดิน  . ๘๘

-ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ  .๘๙

 

รัฐสภา

(มาตรา๙๐–๒๐๐)

 

-บททั่วไป

-สภาผู้แทนราษฎร ม.๙๘–๑๒๐

-วุฒิสภา  . ๑๒๑–๑๓๕

-คณะกรรมการเลือกตั้ง ม.๑๓๖–๑๔๘

-บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง ม.๑๔๙–๑๙๒

-การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ม.๑๙๓–๑๙๕

-ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ม.๑๙๖–๑๙๘

-คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรี

(มาตรา๒๐๑–๒๓๒)

 

-ครม. มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ม.๒๐๑

-การบริหารราชการแผ่นดิน รมต. ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ  กฎหมาย และ นโยบาย  ต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา ม.๒๑๒

-การตรา พระราชกำหนด ม.๒๑๘

-การตราพระราชกฤษฎีกา ม.๒๒๑

-ทำหนังสือสัญญา ม.๒๒๔

-อภัยโทษ ม.๒๒๕

-ลงนามรับสนองฯ ม.๒๓๑

-ราชกิจจานุเบกษา

 

ศาล

(มาตรา๒๓๓–๒๘๑)

 

-บททั่วไป ม.๒๓๓–๒๕๔

-ศาลรัฐธรรมนูญ ม.๒๕๕–๒๗๐

-ศาลยุติธรรม ม.๒๗๑–๒๗๕

-ศาลปกครอง ม.๒๗๖–๒๘๐

-ศาลทหาร ม.๒๘๑-

การปกครองส่วนท้องถิ่น

(มาตรา๒๘๒–๒๙๐)

การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

(มาตรา๒๙๑–๓๑๑)

 

-การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ม.๒๙๑–๒๙๖

-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ม.๒๙๗–๓๐๒

-การถอดถอนจากตำแหน่ง

(๓๐๓–๓๐๗)

-การดำเนิคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่ง

(๓๑๔–๓๓๖)

 

การตรวจเงินแผ่นดิน

(มาตรา ๓๑๒)

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

(๓๑๓)

 

 

บทเฉพาะกาล

(มาตรา ๓๑๔–๓๓๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       

 


สารบัญประมวลกฎหมายอาญา

                                                                                                               

ภาค 

ภาค 

ภาค 

              บทบัญญัติทั่วไป

 ความผิด

   ลหุโทษ..ม.๓๖๗-๓๙๘

ลักษณะ    บทบัญญัติที่ใช้แก่

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

 

                ความผิดทั่วไป................

               แห่งราชอาณาจักร................

 

   หมวด    บทนิยาม.........ม. ๑

   หมวด    ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระ-    

 

   หมวด    การใช้กฎหมายอาญา........ม. ๒-๑๗

               ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราช-

 

   หมวด  ๓ โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย

        ส่วนที่    โทษ............................ม.๑๘-๓๘

               การ แทนพระองค์......ม.๑๐๗-๑๑๒

 

        ส่วนที่    วิธีการเพื่อความปลอดภัย.....ม.๓๙-๕๐

   หมวด    ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ

                         

        ส่วนที่    วิธีเพิ่มโทษ  ลดโทษ

                ภายใจราชอาณาจักร.....ม.๑๑๓-๑๑๘

 

                     และการรอการลงโทษ........ม.๕๑-๕๘

   หมวด    ความรับผิดในทางอาญา........ม.๕๙-๗๙

   หมวด    การพยายามกระทำความผิด........ม.๘๐-๘๒

   หมวด    ตัวการและผู้สนับสนุน........ม.๘๓-๘๙

   หมวด    การกระทำความผิดหลายบท

                หรือหลายกระทง.........ม.๙๐-๙๑

   หมวด    การกระทำความผิดอีก.........ม.๙๒-๙๔

   หมวด    อายุความ..................ม.๙๕-๑๐๑

ลักษณะ     บทบัญญัติที่ใช้แก่

                ความผิดลหุโทษ...............ม.๑๐๒-๑๐๖

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   หมวด    ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ

                ภายนอกราชอาณาจักร.....ม.๑๑๙-๑๒๙

   หมวด    ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่าง

                ประเทศ.......ม.๑๓๐-๑๓๕

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง

   หมวด    ความผิดต่อเจ้าพนักงาน....ม.๑๓๖-๑๔๖

   หมวด    ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

                ม.๑๔๗-๑๖๖

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม

   หมวด    ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

                ม.๑๖๗-๑๙๙

   หมวด    ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการ

                ยุติธรรม........ม.๒๐๐-๒๐๕

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับศาสนา.....ม.๒๐๖-๒๐๘

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของ

               ประชาชน.........ม.๒๐๙-๒๑๖

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตราย

               ต่อประชาชน....ม.๒๑๗-๒๓๙

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการ

               แปลง................

   หมวด  ๑ ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา...ม.๒๔๐-๒๔๙

   หมวด  ๒ ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์

               และตั๋ว.....ม.๒๕๐-๒๖๓

   หมวด  ๓ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร....ม.๒๖๔-๒๖๙

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับการค้า....ม.๒๗๐-๒๗๕

ลักษณะ    ความผิดเกี่ยวกับเพศ....ม.๒๗๖-๒๘๗

ลักษณะ  ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย........

   หมวด ๑  ความผิดต่อชีวิต......ม.๒๘๘-๒๙๔

   หมวด ๒  ความผิดต่อร่างกาย....ม.๒๙๕-๓๐๐

   หมวด ๓  ความผิดฐานทำให้แท้งลูก...ม.๓๐๑-๓๐๕

   หมวด ๔  ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บ

               หรือคนชรา....ม.๓๐๖-๓๐๘

                                                                

                         

ลักษณะ ๑๑  ความผิดเกี่ยวกับเสรี

                 ภาพและชื่อเสียง....

   หมวด ๑  ความผิดต่อเสรีภาพ...

              ม.๓๐๙-๓๒๑

   หมวด ๒  ความผิดฐานเปิดเผยความลับ

              ม. ๓๒๒-๓๒๕

   หมวด ๓  ความผิดฐานหมิ่นประมาท...

               ม.๓๒๖- ๓๓๓

ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์.....

   หมวด ๑  ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่ง

              ร าวทรัพย์....

              ม.๓๓๔-๓๓๖ ทวิ

   หมวด ๒  ความผิดฐานกรรโชก รีดเอา

               ทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้น

               ทรัพย์.....ม.๓๓๗-๓๔๐ ตรี

   หมวด ๓  ความผิดฐานฉ้อโกง......

               ม.๓๔๑-๓๔๘

   หมวด ๔  ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้.....

               ม.๓๔๙-๓๕๑

   หมวด ๕  ความผิดฐานยักยอก.....

               ม.๓๕๒-๓๕๖

   หมวด ๖  ความผิดฐานรับของโจร

              ม.๓๕๗

   หมวด ๗  ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์...

               ม.๓๕๘-๓๖๑

   หมวด ๘  ความผิดฐานบุกรุก.....

               ม.๓๖๒-๓๖๖

 

 


 

สารบัญประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ 

หลักทั่วไป

บรรพ 

หนี้

บรรพ 

เอกเทศสัญญา

 

ลักษณะ ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป...ม.๔-๑๔

ลักษณะ ๒ บุคคล.........

   หมวด ๑  บุคคลธรรมดา...........

        ส่วนที่ ๑  สภาพบุคคล..ม.๑๕-๑๘

        ส่วนที่ ๒ ความสามารถ..ม.๑๙-๓๖

        ส่วนที่ ๓ ภูมิลำเนา...ม.๓๗-๔๗

        ส่วนที่ ๔ สาบสูญ..ม.๔๘-๖๔

   หมวด ๒  นิติบุคคล.........

        ส่วนที่ ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป....

                   ม.๖๕-๗๗  

        ส่วนที่ ๒ สมาคม...ม.๗๘-๑๐๙

        ส่วนที่ ๓ มูลนิธิ...ม.๑๑๐-๑๓๖

ลักษณะ ๓  ทรัพย์....ม.๑๓๗-๑๔๘

ลักษณะ ๔  นิติกรรม.............

   หมวด ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป...

              ม.๑๔๙- ๑๕๓

   หมวด ๒  แสดงเจตนา...ม.๑๕๔-๑๗๑

   หมวด ๓  โมฆะและโมฆียะกรรม...

               ม.๑๗๒-๑๘๑

   หมวด ๔  เงื่อนไขและเงื่อนเวลา...

               ม.๑๘๒-๑๙๓

ลักษณะ ๕  ระยะเวลา...ม.๑๙๓/๑-

               ๑๙๓/๘

ลักษณะ ๖  อายุความ........

   หมวด ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป...

               ม.๑๙๓/๙-๑๙๓/๒๙

   หมวด ๒  กำหนดอายุความ...

               ม.๑๙๓/๓๐ - ๑๙๓/๓๕

              

ลักษณะ ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป....

   หมวด ๑  วัตถุแห่งหนี้......ม.๑๙๔-๒๐๒

   หมวด ๒  ผลแห่งหนี้......

        ส่วนที่ ๑ การไม่ชำระหนี้.. ม.๒๐๓-๒๒๕

        ส่วนที่ ๒ รับช่วงสิทธิ.....ม.๒๒๖-๒๓๒

        ส่วนที่ ๓ การใช้สิทธิเรียกร้อง

                   ของลูกหนี้..ม.๒๓๓-๒๓๖

        ส่วนที่ ๔ เพิกถอนการฉ้อฉล....

                   ม.๒๓๗-๒๔๐

        ส่วนที่ ๕  สิทธิยึดหน่วง.....ม.๒๔๑-๒๕๐

        ส่วนที่ ๖  บุริมะสิทธิ...ม.๒๕๑-๒๕๒

                   ๑.บุริมะสิทธิสามัญ....

                     ม.๒๕๓-๒๕๘

                  ๒.บุริมะสิทธิพิเศษ......

                     (ก) บุริมะสิทธิเหนือสังหา-

                         ริมทรัพย์....ม.๒๕๙-๒๗๒

                     (ข) บุริมะสิทธิเหนือ

                         อสังหาริมทรัพย์...

                         ม.๒๗๓-๒๗๖

                   3.ลำดับแห่งบุริมะสิทธิ...

                     ม.๒๗๗-๒๘๐

                   ๔.ผลแห่งบุริมะสิทธิ...

                      ม.๒๘๑-๒๘๙

  หมวด ๓ ลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน.....

           ม.๒๙๐-๓๐๒

  หมวด ๔ โอนสิทธิเรียกร้อง......

           ม.๓๐๓-๓๑๓

  หมวด ๕ ความระงับหนี้.........

    ส่วนที่ ๑ การชำระหนี้..ม.๓๑๔-๓๓๙

    ส่วนที่ ๒ ปลดหนี้..ม.๓๔๐

    ส่วนที่ ๓ หักกลบลบหนี้..ม.๓๔๑-๓๔๘

    ส่วนที่ ๔ แปลงหนี้ใหม่..ม.๓๔๙-๓๕๒

    ส่วนที่ ๕ หนี้เกลื่อนกลืนกัน...ม.๓๕๓

ลักษณะ ๒ สัญญา.......

  หมวด ๑ ก่อให้เกิดสัญญา.ม.๓๕๔-๓๕๘

  หมวด ๒ ผลแห่งสัญญา..ม.๓๖๙-๓๗๖

  หมวด ๓ มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ...

             ม.๓๗๗-๓๘๕

  หมวด ๔ เลิกสัญญา..ม.๓๘๖-๓๙๔

ลักษณะ ๓ จัดการงานนอกสั่ง..ม.๓๙๕-๔๐๕

ลักษณะ ๔ ลาภมิควรได้..ม.๔๐๖-๔๑๙

ลักษณะ ๕ ละเมิด..........  

  หมวด ๑ ความรับผิดเพื่อละเมิด..ม.๔๒๐-๔๓๗

  หมวด ๒ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด..

             ม.๔๓๘-๔๔๘

  หมวด ๓ นิรโทษกรรม..ม.๔๔๙-๔๕๒

ลักษณะ ๑ ซื้อขาย...

   หมวด ๑ สภาพและหลักสำคัญ

             ของสัญญาซื้อขาย...

      ส่วนที่ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..

                 ม.๔๕๓-๔๕๗

      ส่วนที่ ๒ การโอนกรรมสิทธิ์

                 ม.๔๕๘-๔๖๐

   หมวด ๒ หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย

      ส่วนที่ ๑ การส่งมอบ..ม.๔๖๑-๔๗๑

      ส่วนที่ ๒ ความรับผิดเพื่อชำรุดบก-

                 พร่อง..ม.๔๗๒-๔๗๔

      ส่วนที่ ๓ ความรับผิดในการรอนสิทธิ

                 ม.๔๗๕-๔๘๒

      ส่วนที่ ๔ ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด

                 ม.๔๘๓-๔๘๕

   หมวด ๓ หน้าที่ของผู้ซื้อ..ม.๔๘๖-๔๙๐

   หมวด ๔ การซื้อขายเฉพาะบางอย่าง...

      ส่วนที่ ๑ ขายฝาก..ม.๔๙๑-๕๐๒

      ส่วนที่ ๒ ขายตามตัวอย่าง ขายตาม

                  คำพรรณนา ขายเผื่อชอบ..

                  ม.๕๐๓-๕๐๘

      ส่วนที่ ๓ ขายทอดตลอด..ม.๕๐๙-๕๑๗

ลักษณะ ๒ แลกเปลี่ยน..ม.๕๑๘-๕๒๐

ลักษณะ ๓ ให้...ม.๕๒๑-๕๓๖

ลักษณะ ๔ เช่าทรัพย์.....

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๕๓๗-๕๔๕

   หมวด ๒ หน้าที่และความรับผิดของผู้ให้เช่า

              ม.๕๔๖-๕๕๑

   หมวด ๓ หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่า..

              ม.๕๕๒-๕๖๓

   หมวด ๔ ความระงับแห่งสัญญาเช่า...

              ม.๕๖๔-๕๗๑

ลักษณะ ๕ เช่าซื้อ...ม.๕๗๒-๕๗๔

ลักษณะ ๖ จ้างแรงงาน...ม.๕๗๕-๕๘๖

ลักษณะ ๗ จ้างทำของ..ม.๕๘๗-๖๐๗

ลักษณะ ๘ รับขน...ม.๖๐๘-๖๐๙

   หมวด ๑ รับขนของ...ม.๖๑๐-๖๓๓

   หมวด ๒ รับขนคนโดยสาร..ม.๖๓๔-๖๓๙

ลักษณะ ๙ ยืม.........

   หมวด ๑ ยืมใช้คงรูป..ม.๖๔๐-๖๔๙

   หมวด ๒ ยืมใช้สิ้นเปลือง..ม.๖๕๐-๖๕๖

ลักษณะ ๑๐ ฝากทรัพย์...ม.๖๕๗-๖๗๑

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

   หมวด ๒ วิธีเฉพาะการฝากเงิน..ม.๖๗๒-

               ๖๗๓

   หมวด ๓ วิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรม

              ม.๖๗๔-๖๗๙ 

    

ลักษณะ ๑๑ ค้ำประกัน......

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๖๘๐-๖๘๕

   หมวด ๒ ผลก่อนชำระหนี้..ม.๖๘๖-๖๙๒

   หมวด ๓ ผลภายหลังชำระหนี้..ม.๖๙๓-๖๙๗

   หมวด ๔ ความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำ

             ประกัน..ม.๖๙๘-๗๐๑

ลักษณะ ๑๒ จำนอง......

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๗๐๒-๗๑๔

   หมวด ๒ สิทธิจำนองครอบเพียงใด...

              ม.๗๑๕-๗๒๑

   หมวด ๓ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับจำนอง

              และผู้จำนอง..ม.๗๒๒-๗๒๗

   หมวด ๔ การบังคับจำนอง..ม.๗๒๘-๗๓๕

   หมวด ๕ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอน

              ทรัพย์สินซึ่งจำนอง.ม.๗๓๖-๗๔๓

   หมวด ๖ ความระงับหนี้ไปแห่งสัญญา

             จำนอง..ม.๗๔๔-๗๔๖

ลักษณะ ๑๓ จำนำ......

   หมวด ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๗๔๗-๗๕๗

   หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของผู้จำนำและ

              ของผู้จำนำ...ม.๗๕๘-๗๖๓

   หมวด ๓ การบังคับจำนำ..ม.๗๖๔-๗๖๘

   หมวด ๔ ความระงับสิ้นไปแห่งการจำนำ..

              ม.๗๖๙

ลักษณะ ๑๔ เก็บของในคลังสินค้า....

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๗๗๐-๗๗๔

   หมวด ๒ ใบรับของคลังสินค้าและประทวน

              สินค้า..ม.๗๗๕-๗๙๖

ลักษณะ ๑๕ ตัวแทน......

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๗๙๗-๘๐๖

   หมวด ๒ หน้าที่และความรับผิดของตัวแทน

              ต่อตัวการ..ม.๘๐๗-๘๑๔

   หมวด ๓ หน้าที่และความรับผิดของตัวการ

              ต่อตัวแทน..ม.๘๑๕-๘๑๙

   หมวด ๔ ความรับผิดของตัวการและตัวแทน

              ต่อบุคคลภายนอก..ม.๘๒๐-๘๒๕

   หมวด ๕ ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญา

              ตัวแทน..ม.๘๒๖-๘๓๒

   หมวด ๖ ตัวแทนค้าต่าง..ม.๘๓๓-๘๔๔

ลักษณะ ๑๖ นายหน้า..ม.๘๔๕-๘๔๙

ลักษณะ ๑๗ ปราณีประนอมยอมความ...

               ม.๘๕๐-๘๕๒

ลักษณะ ๑๘ การพนันและขันต่อ.ม.๘๕๓-๘๕๕

ลักษณะ ๑๙ บัญชีเดินสะพัด...ม.๘๕๖-๘๖๐

             

 

                                                      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๒ (SA6.DOC)

 

บรรพ 

ทรัพย์สิน

บรรพ 

ครอบครัว

บรรพ 

มรดก

ลักษณะ ๒๐ ประกันภัย....

   หมวด ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป...ม.๘๖๑-๘๖๘

   หมวด ๒ ประกันวินาศภัย......

        ส่วนที่ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๘๖๙-

                   ๘๘๒

        ส่วนที่ ๒ วิธีเฉพาะการประกันภัยใน

                   การรับขน..ม.๘๘๓-๘๘๖

        ส่วนที่ ๓ ประกันภัยค้ำจุน.ม.๘๘๗-๘๘๘

   หมวด ๓ ประกันชีวิต..ม.๘๘๙-๘๙๗

ลักษณะ ๒๑ ตั๋วเงิน.......

   หมวด ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๘๙๘-๙๐๗

   หมวด ๒ ตั๋วแลกเงิน.....

ส่วนที่ ๑ การออกและสลักหลังตั๋วแลก

                  เงิน..ม.๙๐๘-๙๒๖

        ส่วนที่ ๒ การรับรอง..ม.๙๒๗-๙๓๗

        ส่วนที่ ๓ อาวัล..ม.๙๓๘-๙๔๐

        ส่วนที่ ๔ การใช้เงิน..ม.๙๔๑-๙๔๙

        ส่วนที่ ๕ การสอดเข้าแก้หน้า...ม.๙๕๐

                   (๑) การรับรองเพื่อแก้หน้า

                       ม.๙๕๑-๙๕๓        

                   (๒) การใช้เงินเพื่อแก้หน้า

                        ม.๙๕๔-๙๕๘

        ส่วนที่ ๖ สิทธิไล่เบี้ยเพราะเขาไม่รับรอง

                   หรือไม่ใช้เงิน..ม.๙๕๙-๙๗๔

        ส่วนที่ ๗ ตั๋วแลกเงินเป็นสำรับ...ม.๙๗๕-

                   ๙๘๑

   หมวด ๓ ตั๋วสัญญาใช้เงิน..ม.๙๘๒-๙๘๖

   หมวด ๔ เช็ค..ม.๙๘๗-๑๐๐๐

   หมวด ๕ อายุความ..ม.๑๐๐๑-๑๐๐๕

   หมวด ๖ ตั๋วเงินปลอม ตั๋วเงินถูกลัก และตั๋ว

              เงินหาย..ม.๑๐๐๖-๑๐๑๑

ลักษณะ ๒๒ ห้างหุ้นส่วนและบริษัท....

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..ม.๑๐๑๒-๑๐๒๔

   หมวด ๒ ห้างหุ้นส่วนสามัญ......

        ส่วนที่ ๑ บทวิเคราะห์..ม.๑๐๒๕

        ส่วนที่ ๒ ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็น

                   หุ้นส่วนด้วยกันเอง..ม.๑๐๒๖

                    -๑๒๔๘

        ส่วนที่ ๓ ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็น

                   หุ้นส่วนกับบุคคลภายนอก...

                   ม.๑๐๔๙-๑๐๕๔

         ส่วนที่ ๔ การเลิกและชำระ บัญชี

                    ห้างหุ้นส่วนสามัญ ม.๑๐๕๕-

                    ๑๐๖๓

        ส่วนที่ ๕ การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน

                   สามัญ..ม.๑๐๖๔-๑๐๗๒

        ส่วนที่ ๖ การควบห้างหุ้นส่วน

                   จดทะเบียนเข้ากัน ม.๑๐๗๓-

                   ๑๐๗๖

ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป...

            ม.๑๒๙๘-๑๓๐๗

ลักษ ณะ ๒ กรรมสิทธิ์......

   หมวด ๑ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์..

             ม.๑๓๐๘-๑๓๓๔

   หมวด ๒ แดนแห่งกรรมสิทธิ์และ

             การใช้กรรมสิทธิ์...

             ม.๑๓๓๕-๑๓๕๕

   หมวด ๓ กรรมสิทธิ์รวม...

              ม.๑๓๕๖-๑๓๖๖

ลักษณะ ๓ ครอบครอง..ม.๑๓๖๗-๑๓๘๖

ลักษณะ ๔ ภารจำยอม..ม.๑๓๘๗-๑๔๐๑

ลักษณะ ๕ อาศัย..ม.๑๔๐๒-๑๔๐๙

ลักษณะ ๖ สิทธิเหนือพื้นดิน..ม.๑๔๑๐-

             ๑๔๑๖

ลักษณะ ๗ สิทธิเก็บกิน..ม.๑๔๑๗-๑๔๒๘

ลักษณะ ๘ การติดพันในอสังหาริมทรัพย์

             ม.๑๔๒๙-๑๔๓๔

 

 

 

 

   หมวด ๓ ห้างหุ้นส่วนจำกัด..ม.๑๐๗๗-

              ๑๐๙๕

   หมวด ๔ บริษัทจำกัด..........

       ส่วนที่ ๑ สภาพและการตั้งบริษัท

                  จำกัด ม.๑๐๙๖-๑๑๑๖

       ส่วนที่ ๒ หุ้นและผู้ถือหุ้น....

                  ม.๑๑๑๗-๑๑๔๓

       ส่วนที่ ๓ วิธีจัดการบริษัทจำกัด

                  ๑.บทเบ็ดเสร็จทั่วไป....

                     ม.๑๑๔๔-๑๑๔๙

                  ๒.กรรมการ...ม.๑๑๕๐-

                     ๑๑๗๐

                  ๓.ประชุมใหญ่..ม.๑๑๗๑-

                     ๑๑๙๕

                  ๔.บัญชีงบดุล...ม.๑๑๙๖-

                      ๑๑๙๙

                  ๕.เงินปันผลและเงินสำรอง

                     ม.๑๒๐๐-๑๒๐๕

                  ๖.สมุดและบัญชี...ม.๑๒๐๖

                     -๑๒๐๗

       ส่วนที่ ๔ การสอบบัญชี..ม.๑๒๐๘-

                  ๑๒๑๔

       ส่วนที่ ๕ การตรวจ..ม.๑๒๑๕-

                  ๑๒๑๙          

       ส่วนที่ ๖ การเพิ่มทุนและลดทุน

                  ม.๑๒๒๐-๑๒๒๘

       ส่วนที่ ๗ หุ้นกู้....ม.๑๒๒๙-๑๒๓๕

ลักษณะ ๑ การสมรส....

   หมวด ๑ การหมั้น..ม.๑๔๓๕-

             ๑๔๔๗/๒

   หมวด ๒ เงื่อนไขแห่งการสมรส

              ม.๑๔๔๘-๑๔๖๐

   หมวด ๓ ความสัมพันธ์ระหว่าง

              สามีภริยา..ม.๑๔๖๑-

              ๑๔๖๔/๑

   หมวด ๔ ทรัพย์สินระหว่างสามี

              ภรรยา..ม.๑๔๖๕-๑๔๙๓

   หมวด ๕ ความเป็นโมฆะของการ

              สมรส..ม.๑๔๙๔-๑๕๐๐

   หมวด ๖ การสิ้นสุดแห่งการสมรส

             ม.๑๕๐๑-๑๕๓๕

ลักษณะ ๒ บิดามารดากับบุตร...

   หมวด ๑ บิดามารดา..ม.๑๕๓๖-

              ๑๕๖๐

   หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของบิดา

              มารดาและบุตร..ม.๑๕๖๑

              -๑๕๘๔/๑

   หมวด ๓ ความปกครอง..ม.๑๕๘๕

              -๑๕๙๘/๑๘

   หมวด ๔ บุตรบุญธรรม..ม.๑๕๙๘

              /๑๙-๑๕๙๘/๓๗

ลักษณะ ๓ ค่าอุปการะเลี้ยงดู...

            ม.๑๕๙๘/๓๘-๑๕๙๘/๔๑

 

 

 

 

 

 

 

      

       ส่วนที่ ๘ เลิกบริษัทจำกัด...

                  ม.๑๒๓๖-๑๒๓๗

       ส่วนที่ ๙ การควบบริษัทจำกัด

                  เข้ากัน ม.๑๒๓๘-

                  ๑๒๔๓

       ส่วนที่ ๑๐ หนังสือบอกกล่าว..

                   ม.๑๒๔๔-๑๒๔๕

       ส่วนที่ ๑๑ การถอนทะเบียน

                   บริษัทร้าง..ม.๑๒๔๖

   หมวด ๕ การชำระบัญชีห้างหุ้น

              ส่วน จดทะเบียน และ

              บริษัทจำกัด..ม.๑๒๔๗-

              ๑๒๗๓

ลักษณะ ๒๓ สมาคม......

               ม.๑๒๗๔-๑๒๙๗

ลักษณะ ๑  บทเบ็ดเสร็จทั่วไป..

    หมวด ๑   การตกทอดแห่งทรัพย์ มรดก.ม.๑๕๙๙-๑๖๐๓

   หมวด ๒   การเป็นทายาท... ม.๑๖๐๔-๑๖๐๗

   หมวด ๓ การตัดมิให้รับมรดก..

              ม.๑๖๐๘-๑๖๐๙

   หมวด ๔    การสละมรดกและ อื่นๆ.

              .ม.๑๖๑๐-๑๖๑๙

ลักษณะ ๒  สิทธิโดยธรรมในการ รับมรดก......

   หมวด ๑    บทเบ็ดเสร็จทั่วไป...

             ม.๑๖๒๐-๑๖๒๘

หมวด ๒ การแบ่งทรัพย์มรดก  ระหว่างทายาทโดย ธรรมในลำดับและชั้น ต่างๆ..                   ม. ๑๖๒๙-๑๖๓๑

   หมวด ๓   การแบ่งส่วนมรดกของ ทายาทโดยธรรมในลำดับ และชั้นต่าง ๆ.......

        ส่วนที่ ๑ ญาติ..ม.๑๖๓๒-๑๖๓๔

        ส่วนที่ ๒ คู่สมรส..ม.๑๖๓๕- ๑๖๓๘

   หมวด ๔ การรับมรดกแทนที่กัน...

              ม.๑๖๓๙-๑๖๔๕

ลักษณะ ๓ พินัยกรรม.....

   หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป.....

             ม.๑๖๔๖-๑๖๕๔

   หมวด ๒ แบบพินัยกรรม..ม.๑๖๕๕-

              ๑๖๗๒

   หมวด ๓ ผลและการตีความแพ่ง

             พินัยกรรม..ม.๑๖๗๓-๑๖๘๕

   หมวด ๔ พินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครอง

              ทรัพย์..ม.๑๖๘๖-๑๖๙๒

   หมวด ๕ การเพิกถอนและการตกไป

              แห่งพินัยกรรมหรือข้อ

              กำหนดพินัยกรรม..ม.๑๖๙๓

              -๑๖๙๙

   หมวด ๖ ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรม

             หรือข้อกำหนดพินัยกรรม..

             ม.๑๗๐๐-๑๗๑๐

ลักษณะ ๔ วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก

   หมวด ๑ ผู้จัดการมรดก..ม.๑๗๑๑-๑๗๓๓

   หมวด ๒ การรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก... ม.๑๗๓๔-๑๗๔๔

   หมวด ๓ การแบ่งมรดก..ม.๑๗๔๕-๑๗๕๒

ลักษณะ ๕  มรดกที่ไม่มีผู้รับ..ม.๑๗๕๓

ลักษณะ ๖  อายุความ..ม.๑๗๕๔-๑๗๕๕

 

 

สารบัญ

       ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (SA1.DOC)

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย   วิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช  ๒๔๗๗

                                                                                                                      

                                                                                   

ภาค 

ภาค 

ภาค 

ภาค 

           บททั่วไป

ลักษณะ    บทวิเคราะห์ศัพท์...ม.๑

ลักษณะ ๒  ศาล...........

 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น

ลักษณะ ๑ วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น

             ม.๑๗๐-๑๘๘

         อุทธรณ์-ฎีกา

ลักษณะ ๑ อุทธรณ์....ม.๒๒๓-๒๔๖

ลักษณะ ๒ ฎีกา....ม.๒๔๗-๒๕๒

วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและ

การบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ลักษณะ ๑ วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา...

   หมวด    เขตอำนาจศาล...ม.๒-๑๐

   หมวด ๒  การคัดค้านผู้พิพากษา....

               ม.๑๑-๑๔

   หมวด ๓  อำนาจและหน้าที่ของศาล

               ม.๑๕-๓๔

   หมวด ๔  การนั่งพิจารณา.......

               ม.๓๕-๔๕

   หมวด ๕  รายงานและสำนวนความ..

               ม.๔๖-๕๔

ลักษณะ ๓  คู่ความ.....ม.๕๕-๖๖

ลักษณะ ๔  การยื่นและส่งคำคู่ความและ

              เอกสาร...ม.๖๗-๘๓

ลักษณะ ๕  พยานหลักฐาน......

   หมวด ๑  หลักทั่วไป....ม.๘๔-๑๐๕

   หมวด ๒ ว่าด้วยการมาศาลของพยาน

              และการซักถามพยาน....

              ม.๑๐๖-๑๒๑

   หมวด ๓ การนำพยานเอกสารมาสืบ

              ม.๑๒๒-๑๒๗

   หมวด ๔ การตรวจและการแต่งตั้ง

              ผู้เชี่ยวชาญโดยศาล.....

              ม.๑๒๘-๑๓๐

ลักษณะ ๖  คำพิพากษาและคำสั่ง

   หมวด ๑ หลักทั่วไปว่าด้วยการชี้ขาด

              ตัดสิน..ม.๑๓๑-๑๓๕

   หมวด ๒ ข้อความและผลแห่งคำ

              พิพากษาและคำสั่ง...ม.๑๔๐-

               ๑๔๘             

   หมวด ๓ ค่าฤชาธรรมเนียม........

        ส่วนที่ ๑ การกำหนดการชำระ

                   ค่าฤชาธรรมเนียม และ

                   การดำเนินคดีอนาถา....

                   ม.๑๔๙-๑๖๐

        ส่วนที่ ๒ ความรับผิดในค่าฤชา

                    ธรรมเนียม...ม.๑๖๑-๑๖๙

ลักษณะ ๒ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้น

   หมวด ๑ วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่....

             ม.๑๘๙-๑๙๖

   หมวด ๒ การพิจารณาโดยขาดนัด....

              ม.๑๙๗-๒๐๙

   หมวด ๓ อนุญาโตตุลาการ.ม.๒๑๐-๒๒๒         

             

 

   หมวด ๑ หลักทั่วไป....ม.๒๕๓-๒๖๕

   หมวด ๒ ค่าขอในเหตุฉุกเฉิน......

              ม.๒๖๖-๒๗๐

ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษา

              หรือคำสั่ง....

   หมวด ๑ หลักทั่วไป....ม.๒๗๑-๓๐๒

   หมวด ๒ วิธียึดทรัพย์ อายัดทรัพย์และ

              การจ่ายเงิน...ม.๓๐๓-๓๒๓

   ตาราง ๑ ค่าขึ้นศาล(เสียในเวลายื่น

              คำฟ้อง)........

   ตาราง ๒ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ........

   ตาราง ๓ ค่าสืบพยานนอกศาล......

   ตาราง ๔ ค่าป่วยการและค่าพาหนะ

              พยานกับค่ารังวัดทำแผนที่....

   ตาราง ๕ ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงาน

              บังคับคดี.....

   ตาราง ๖ อัตราค่าทนายความ..........

   กฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๙๖)...

   กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗(พ.ศ.๒๕๐๒)...

   กฎกระทรวง ฉบับที่ ๘(พ.ศ.๒๕๐๒)...

   กฎกระทรวง ฉบับที่ ๙(พ.ศ.๒๕๓๕)...

   ประกาศกระทรวงยุติธรรม..........

 

สารบัญ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                                                                                                                                                                        

 

ภาค       

ภาค 

ภาค 

ภาค 

ข้อความเบื้องต้น

ลักษณะ ๑  หลักทั่วไป....-๑๕

ลักษณะ ๒  อำนาจพนักงานสอบสวนและ

               ศาล

   หมวด ๑  หลักทั่วไป.......๑๖

   หมวด ๒  อำนาจสืบสวนและสอบสวน

               .๑๗-๒๑

   หมวด ๓  อำนาจศาล....๒๒-๒๗

ลักษณะ ๓  การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง

              ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา.....

   หมวด ๑  การฟ้องคดีอาญา....๒๘-๓๙

   หมวด ๒ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ

              คดีอาญา...๔๐-๕๑

ลักษณะ ๔  หมายเรียกและหมายอาญา....

   หมวด ๑  หมายเรียก....๕๒-๕๖

   หมวด ๒ หมายอาญา......

         ส่วนที่ ๑ หลักทั่วไป....๕๗-๖๕

         ส่วนที่ ๒ หมายจับ....๖๖-๖๘

         ส่วนที่ ๓ หมายค้น....๖๙-๗๐

         ส่วนที่ ๔ หมายขัง หมายจำคุก   

                    หมายปล่อย....๗๑-๗๖

ลักษณะ ๕  จับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยชั่ว-

              คราว

   หมวด ๑  จับ ขัง จำคุก....๗๗-๙๐

   หมวด ๒  ค้น......๙๑-๑๐๕

   หมวด ๓  ปล่อยชั่วคราว....๑๐๖-๑๑๙       

สอบสวน

ลักษณะ ๑  หลักทั่วไป....๑๒๐-๑๒๙

ลักษณะ ๒ การสอบสวน.....

   หมวด ๑  การสอบสวนสามัญ....

              .๑๓๐-๑๔๗

   หมวด ๒ การชันสูตรพลิกศพ....

              .๑๔๘-๑๕๖

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาค 

พยานหลักฐาน

   หมวด ๑  หลักทั่วไป....๒๒๖-๒๓๑

   หมวด ๒ พยานบุคคล...๒๓๒-๒๓๗

   หมวด ๓ พยานเอกสาร...๒๓๘-๒๔๐

   หมวด ๔ พยานวัตถุ....๒๔๑-๒๔๒

   หมวด ๕ ผู้ชำนาญการพิเศษ......

              .๒๔๓-๒๔๔

 

วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น

ลักษณะ ๑  ฟ้องคดีอาญาและไต่สวน

              มูลฟ้อง....๑๕๗-๑๗๑

ลักษณะ ๒  การพิจารณา....๑๗๒-๑๘๑

ลักษณะ ๓  คำพิพากษาและคำสั่ง....

              .๑๘๒-๑๙๒

 

 

 

 

 

                    

                     

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาค 

การบังคับตามคำพิพากษา

และค่าธรรมเนียม

   หมวด ๑ การบังคับตามคำพิพากษา...

              .๒๔๕-๒๕๑

   หมวด ๒ ค่าธรรมเนียม......

              .๒๕๒-๒๕๘

                    

 

 

อุทธรณ์และฎีกา

ลักษณะ ๑  อุทธรณ์........

   หมวด ๑  หลักทั่วไป....๑๙๓-๒๐๒

   หมวด ๒  การพิจารณา คำพิพากษา

               และคำสั่งชั้นศาลอุทธรณ์

               .๒๐๓-๒๑๕

ลักษณะ ๒  ฎีกา..........

   หมวด ๑  หลักทั่วไป....๒๑๖-๒๒๔

   หมวด ๒  การพิจารณา คำพิพากษา

               และคำสั่งชั้นฎีกา.....๒๒๕

                             

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาค 

อภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบา

   และลดโทษ......๒๕๙-๒๖๗

บัญชีแนบท้ายฯ..............

กฎกระทรวงมหาดไทย..............

 

 

 

 

เมื่อได้สารบัญกฎหมายที่เปลี่ยนรูปแบบเป็นแผนภูมิ ที่สามารถมองเห็นโครงสร้างของกฎหมายทั้งฉบับในหน้ากระดาษเดียวกันแล้ว  ท่านผู้อ่านลองลงมือปฏิบัติด้วยตนเองโดยเปิด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ หาความหมายของหัวข้อเรื่องในสารบัญของกฎหมายทุกฉบับที่ผู้เขียนทำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเริ่มหาความหมายตั้งแต่ คำว่า “สารบัญ”และความหมายของ ชื่อกฎหมาย  แล้วไล่ลงมา จนถึงหัวข้อเรื่องสุดท้าย  ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า ท่านพอจะทราบว่า  กฎหมายแต่ละฉบับบัญญัติถึงเรื่องอะไรบ้าง  สำหรับข้อความในแต่ละมาตรา เป็นรายละเอียดของกฎหมาย

 

 

ขอเน้นย้ำว่า

 

-ภาษากฎหมายไทย เป็นภาษาไทยที่ใช้เฉพาะในวงการกฎหมายเท่านั้น 

-ความหมายของถ้อยคำแต่ละคำล้วนมีความหมายเฉพาะทั้งสิ้น เว้นแต่บางคำที่มีความหมายเหมือนภาษาไทยทั่วไป

-การจะอ่านกฎหมายให้รู้เรื่องจะใช้ความหมายของถ้อยคำในภาษาไทยทั่วไปมาแปล และตีความตัวบทกฎหมายไม่ได้  จะต้องค้นหาความหมายของถ้อยคำที่เป็นคำศัพท์กฎหมายจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ เล่มเดียวเท่านั้น เนื่องจากเป็นหนังสือที่ราชบัณฑิตยสถาน ได้ปรับปรุงเป็นฉบับล่าสุดและประกาศใช้เป็นทางราชการเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ซึ่งได้รวบรวมคำศัพท์กฎหมายมาตีพิมพ์ไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว

-การอ่านกฎหมายทุกฉบับต้องเริ่มต้นอ่านและแปลตั้งแต่ชื่อของกฎหมาย  เพราะความหมายของชื่อกฎหมายจะบอกถึงเจตนารมณ์ หรือความมุ่งหมายในการบัญญัติกฎหมายฉบับนั้นแล้ว

-การอ่านในลำดับต่อไป คืออ่านที่หมายเหตุท้ายกฎหมายฉบับนั้นหากมีหมายเหตุไว้  เพราะจะบอกถึงที่มาที่ไป และสาเหตุในการที่ต้องบัญญัติกฎหมายฉบับนั้นๆ

-ถ้ามีสารบัญ ควรอ่านสารบัญแล้วหาความหมายของหัวข้อเรื่องให้หมดทุกหัวข้อ

-จากนั้นจึงย้อนกลับไปอ่านมาตรา ๑

 

หากปฏิบัติได้ดังกล่าวผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า ท่านสามารถเข้าใจกฎหมายฉบับนั้นได้มากพอสมควรแล้ว

 

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขออวยพรให้ท่านอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็น เพื่อจะได้ใช้ในการรักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญของท่านได้ครบถ้วนทุกสิทธิ์

 

มานิตย์  จิตต์จันทร์กลับ

๒๔ กันยายน ๒๕๔๘