กระดานสนทนา

Home ] เกี่ยวกับศาล ] [ กระดานสนทนา ] รวมลิงค์กฏหมาย ] ข่าวประจำวัน ]


   อ่านหัวข้อสนทนาแล้ว อยากแสดงความคิดเห็น เชิญ คลิกที่นี่ ครับ ดูคำตอบมาใหม่ คลิกที่นี่ ครับ  
หัวข้อสนทนา :  กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน : ถามตอบได้ที่นี่
วันนี้อาจารย์มาสอนที่เนติครั้งแรก พบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ห้องพักของอาจารย์ใฃ้ได้ และคงไม่มีคนอื่นเข้ามาใฃ้นอกจากอาจารย์ที่มาสอน จึงถือโอกาสขอใช้บอร์ดของไทยจัสติส เพื่อสื่อสารกับลูกศิษย์ที่เรียนเนติ โดยอาจารย์จะเข้ามาตอบเฉพาะวันเสาร์ที่มีการสอน หรือวันที่อาจารย์มีธุระมาที่เนติ ส่วนคำถามหรือข้อสังเกตที่โพสต์ทิ้งว้ก็ไม่ขัดข้องที่จะมาร่วมด้วยฃ่วยกัน

ดังนั้นเชิญฝากคำถามหรือข้อสังเกต หรือ comment ต่างๆได้ตามสบายนะครับ อาจารย์พยายามจะตอบให้ได้มากที่สุด ซึ่งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน

ความจริงอาจารย์ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่คอมของอาจารย์มันเสียซ่อมแล้วก็ยกให้คนอื่นไป เหลือnetbook ก็กลัวไวรัส ไปใฃ้ที่ศาลก็ไม่แหมาะสมและลำบากเพราะต้องปฎิบัติตามพรบ.คอมพิวเตอร์

ดังนั้นจึงหวังว่าคงไม่มีใครทำให้กระทู้ของอาจารย์ทำให้เครื่องนี้ถูกตัดวันนะครับ

เรื่องแรกคือ ppt. หรือเอกสารประกอบการสอนของอาจารย์ปรับปรุงแก้ไขใหม่ ถึงบทที่ 4 และขึ้นเวปเนติแล้ว จะทะยอยปรับปรุงบทต่อๆไป

เรื่องที่สองคือ หนังสือของอาจารย์รอปรับปรุงและให้สำนักอบรมพิมพ์เสร็จให้ทันการเปิดเรียนเนติภาคสอง ตอนนี้มีขายที่ศูนย์หนังสือแล้ว ต่อไปอีก 2/3ปี อาจารย์อาจไม่ให้สำนักอบรมพิมพ์แล้ว แต่กำลังหาช่องทางเผยแพร่ทางเวปไซด์ แล้วให้คนเข้ามา(รวมทั้งอาจารย์เอง) comment และเพิ่มเติมแก้ไข หนังสือจะได้สมบูรณ์ทันสมัยตลอดเวลาไม่ว่าจะมีกฎหมายใหม่หรือมีฎีกาใหม่

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [27 พ.ย.53 09:48]
ความคิดเห็นทั้งหมด 199 ความคิดเห็น แสดงหน้าที่ 1/4
ความคิดเห็นที่  1 :
ขอขอบคุณค่ะอาจารย์ ขอให้อาจารย์มีสุขภาพที่แข็งแรงนะค่ะและหนูจะคอยติดตามกระทู้อาจารย์ตลอดไป
จากคุณ : ลูกศิษย์ - [27 พ.ย.53 09:56]
ความคิดเห็นที่  2 :
ผู้ช่วยสนามใหญ่จะสอบประมาณเดือนไหน และจะตรงกับสนามใหญ่อัยการหรือไม่ครับ
จากคุณ : ศิษย์สมัย56 - [27 พ.ย.53 09:58]
ความคิดเห็นที่  3 :
--ขอบคุณครับ ผมจะเข้ามาอ่านการตอบของอาจารย์แบบเกาะติดทุกถ้อยคำทีเดียว
จากคุณ : นิติกรชั่วชีวิต - [27 พ.ย.53 10:05]
ความคิดเห็นที่  4 :
อาจารย์สุดยอดค่ะวันนี้ที่ศาลอุบลมีคนมาฟังอาจารย์เยอะเลยนะคะ
จากคุณ : หัวใจเสือ - [27 พ.ย.53 10:27]
ความคิดเห็นที่  5 :
สวัสดีครับอาจารย์
จากคุณ : -- - [27 พ.ย.53 10:47]
ความคิดเห็นที่  6 :
กราบขอบคุณท่านอาจารย์

ขออนุญาตถามครับ
กรณีไม่โจทก์ไม่สามารถส่งหมายเรียกให้พยานจึงไม่ได้ตัวมาเบิกความ จะฟังคำให้การพยานชั้นสอบสวนของพยานดังกล่าวได้เพียงไดครับ จะเข้าตาม ม 226/3 ว สอง (2) หรือเปล่าครับ
ขอบคุณครับ

จากคุณ : ศิษย์โง่ - [27 พ.ย.53 11:24]
ความคิดเห็นที่  7 :
เวลามีน้อยครับเพราะตอนบ่ายไปสอนโทที่ฬ.
ขอตอบบางคำถามก่อน

ตอบ 2 ได้ข่าวว่าประมาณเดือนกรกฎาคมครับ แต่ต้องรอมติก.ต.ก่อน เพราะเขาค้องหาสถานที่ ส่วนจะตรงกับอัยการนั้นไม่ทราบครับ อยู่ที่ฝ่ายอัยการ

ตอบ 6 คำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า แต่มีข้อยกเว้นให้รับฟังได้เมื่อเข้าหลักเกณท์ ติดตามคำสอนต่อไปครับ ให้ข้อเท็จจริงชัดๆ จึงจะตอบได้

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [27 พ.ย.53 11:51]
ความคิดเห็นที่  8 :
ข้อเท็จจริงคือ พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่าพยาน(ที่ไม่ได้ตัวมาเบิกความ) เคยให้การว่าจำเลยคือคนร้ายครับ แล้วส่งบันทึกคำให้การพยาน ศาลจะรับฟังได้เพียงใดครับ
จากคุณ : ศิษย์โง่ - [27 พ.ย.53 11:59]
ความคิดเห็นที่  9 :
ขอขอบคุณอาจารย์ค่ะ
จากคุณ : ลูกศิษย์อาจารย์ - [27 พ.ย.53 14:29]
ความคิดเห็นที่  10 :
ขอบคุณอาจารย์ครับ ถ้ามีโอกาสผมจะมาติดตามคำตอบทุกเสาร์เลยครับ
จากคุณ : ศิษย์ต่างจังหวัด - [27 พ.ย.53 14:32]
ความคิดเห็นที่  11 :
ขอบคุณอาจารย์มากๆนะครับ _/\_ อาจารย์รักษาสุขภาพด้วยนะครับ
จากคุณ : ปืน - [27 พ.ย.53 17:35]
ความคิดเห็นที่  12 :

ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ
เดี้ยวขอไปนึกปัญหาก่อนนะคะ


จากคุณ : PP - [28 พ.ย.53 10:45]
ความคิดเห็นที่  13 :
ขอกราบขอบคุณท่านอาจารย์ครับ ขอให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพที่แข็งแรง และดูแลลูกศิษย์ตลอดไปนะครับ ผมจะติดตามข่าวสาร ในกระทู้ที่อาจารย์แสดงความเห็นและเก็บไปเป็นความรู้เพื่อใช้ในอนาคตต่อไปครับ
กราบขอพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูง

จากคุณ : เคยเป็นลูกศิษย์อาจารย์และจะเป็นตลอดไปครับ - [28 พ.ย.53 12:48]
ความคิดเห็นที่  14 :
อาจารย์คะ ทำไมการสอบสนามใหญ่จึงได้น้อยมากเพียง 25 คน การเปิดครั้งใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอบหรือเปล่า
จากคุณ : เด็กดี - [28 พ.ย.53 21:10]
ความคิดเห็นที่  15 :
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ หนูเรียนที่ศูนย์ต่างจังหวัดค่ะ ขอให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นร่มโพธิ์ร่มโทรให้ลูกศิษย์ตลอดไปค่ะ
จากคุณ : มะนาว - [30 พ.ย.53 00:01]
ความคิดเห็นที่  16 :
เรียนถามอาจารย์
เรื่องข้อสอบเนติสมัย 62 ข้อ 8 (ข) ว่า การที่พนักงานอัยการนำสืบพนักงานสอบสวน ให้มาเบิกความเรื่องนายดำได้ให้การรับสารภาพ....

คำเบิกความของพนักงานสอบสวนไม่เป็นพยานบอกเล่าเหรอครับ เพราะธงคำตอบ วินิจฉัยว่าเป็นเรื่อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 วรรคท้าย

ขอกราบพระคุณอาจารย์มากครับ

จากคุณ : bb - [30 พ.ย.53 00:53]
ความคิดเห็นที่  17 :
ตามโจทย์ ถามว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการนําสืบได้หรือไม่

(ข) นําสืบพนักงานสอบสวนเบิกความว่า นายดําใหการรับสารภาพว่าร่วมปล้นบ้านนายเหลือง และนํา ทรัพยที่ปล้นไดกับมีดที่พกติดตัวไปปล้นไปซ่อนไวที่วัด และได้นําเจ้าพนักงานตํารวจไปติดตามทรัพย์ที่ปล้นและ มีดมาได้ แต่ตอบคําถามค้านยอมรับว่า ก่อนสอบปากคํานายดํา ไม่ได้แจ้งเตือนนายดําว่าคําให้การของนายดําอาจ ใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้

ตามโจทย์ ถามว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการนําสืบได้หรือไม่

การนำสืบพนักงานสอบสวน เป็นการนำสืบถึงความจริงของข้อความจึงถือเป็นพยานบอกเล่าตาม ปวิอ.226/3 วรรค หนึ่ง ซึ่งห้ามไม่ให้ศาลรับฟังตาม226/3 วรรคสอง แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพนักงานสอบสวนนั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังได้ ตามข้อยกเว้น ตาม 226/3วรรคสอง(1)
แต่ ก่อนพนักงานสอบสวนสอบปากคํานายดํา ไม่ได้แจ้งเตือนนายดําว่าคําให้การของนายดําอาจ ใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้ ตาม มาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง(1) จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายดำไม่ได้ ต้องห้ามตาม มาตรา 134/4 วรรค สอง

ผมไม่ได้สอบ แต่ขอลองตอบดูครับ ฝากอาจารย์ช่วยพิจารณาด้วย

จากคุณ : taxth@yahoo.com - [03 ธ.ค.53 11:25]
ความคิดเห็นที่  18 :
ตอบ14
สนามใหย่ได้ 25 คนเพราะข้อสอบยากน่าจะเป็นเพราะมีข้อสอบหลายประเด็น ทำให้ตอบไม่ทัน โดยเฉพาะมีข้อขัดข้องทางธุรการแจกช้อสอบช้า คณะกรรมการน่าจะพิจารณาลดคะแนนการสอบได้เหลือ สัก 137 หรือ 138 ไม่ใ 140 ก็อาจทำให้มีคนสอบได้มากขึ้น (แต่เป็นความเห็นส่วนตัวของอาจารย์คงทำไม่ได้ แต่เท่าที่ดูรายฃื่อคนสอบได้รู้สึกว่ามีประวัติก่รศึกษาดีเด่นทั้วนั้น
ส่วนเรื่องวิธีการสอบน่าจะค้องใช้ระเบียบเดิมไปก่อนครับ เพราะระเบียบใหม่กี่ยวกับ pretest ยังไม่ผ่านก.ต.

ตอบ 16 และ 17
การตอบข้อสอบเนติเป็นการวัดผลแบบการนำกฎหมายไปใฃ้ applied law ดังนั้นจึงมีนิติวิธีแบบการวินิจฉัยปัญหากฎหมายแบบคำพิพากษาของศาล ช้อสอบปีที่แล้วช้อ 8 เมื่อช้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามตามมาตรา 134/4 แล้วก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรืองมาตรา 226/3 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า
แต่ถ้าตอบแบบความเห็นที่ 17 ก็ถือว่าเป็นการตอบแบบวิชาการ pure law ถึงแม้ว่าจะเกินไปจากธงคำตอบก็ถือว่าไม่ผิด และถ้าเป็นการสอบวัดผลที่มหาวิทยาลัยย่อมถือว่าเป็นข้อตอบที่สมบูรณ์
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงนิติวิธีของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ศาลวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย 4 ค่อ 2 ใน 4 เสียงนั้น ให้เหตุผล เกี่ยวกับการมีคำสั่งของนายทะเบียน 3 เสียง และเห็นว่านายทะเบียนไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนด 1 เสียง ตอนนี้ยังไม่เห็นคำวินิจฉัยส่วนตนว่า 3 เสียงนี้นมีความเห็นเรื่องระยะเวลาการฟ้อง 15 วัน อย่างไร ซึ่งนิติวิธีของการทำคำพิพากษาแบบนี้ทำให้นักวิชาการไม่สามรถตรวจสอบความเห็นทางกฎหมายได้ทุกเรื่อง

มีเรื่องฝากคือ วิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ ตัวบทที่สำคัญต้องแม่น และตัวบทที่สำคัญมีไม่มากมาตรานัก อ่านจูริส อ่านฎีกาตอบได้ถูกธง แต่หากไม่มีหลักกฎหมายจากตัวบทแต้มไม่ขึ้น

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [04 ธ.ค.53 09:55]
ความคิดเห็นที่  19 :
มีข้อสงสัย นิดหน่อยครับ

ผมเข้าใจว่า คำพิพากษาของศาลฎีกา

ท่านจะมีหลักการตอบ

แม้....กรณีอย่างนี้อย่างนั้น จะทำอย่างนี้อย่างนั้น (ซึ่งเป็นส่วนของหลัก)
แต่ .... ตามกรณีๆๆ จะต้องเป็นกรณีอย่างนี้อย่างนั้นถึงจะถูก (ข้อยกเว้น)
แล้วก็ กรณี ตามปัญหาจึง เป็นอย่างนี้( สรุป )

ตอบสั้นๆ แบบฎีกาที่ยกมา จะได้คะแนนหรือไม่

จากคุณ : ขอบคุณครับ - [04 ธ.ค.53 10:15]
ความคิดเห็นที่  20 :
ตอบ 19
ไม่ค่อยเช้าใจคำถามครับ
หลักการตอบข้อสอบ
1.ตอบตามประเด็น แต่ละประเด็นย่อหน้า
2 ในแต่ละประเด็นต้องวินิจฉัยให้ชัดเจน โดยมีหลักกฎหมายจากตัวบทที่ถูกต้อง
3.การอ่านฎีกาทำให้เราตอบถูกธงซึ่งเป็นประตูไปสู่การได้คะแนน แต่จะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าได้อ้างหลักกฎหมายที่ถูกต้องเป็นเหตุผลหรือไม่

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [04 ธ.ค.53 11:49]
ความคิดเห็นที่  21 :
ด้วยความเคารพครับท่านอาจารย์

เรื่องข้อสอบ ไม่ทราบว่า

การที่เราวางหลักกฏหมายนั้น ต้องเขียนให้ถูกต้องทุกตัวอักษรของตัวบทกฏหมายเลยหรือไม่ครับ ถ้าหากไม่ตรงกับตัวบทกฏหมายแต่มีความหมายเหมือนกัน ได้หรือไม่ ครับ และ จะเป็นตัวตัดคะแนนด้วยหรือไม่ครับ



จากคุณ : ศิษย์ผู้น้อย - [08 ธ.ค.53 21:39]
ความคิดเห็นที่  22 :
ผมจำได้ว่าอาจารย์เคยให้ข้อสังเกตุเรื่องหลักผลไม้เป็นพิษ ถึงระบบที่แตกต่างระหว่างอเมริกากับไทย จำไม่ได้ชัด ยากรบกวนอีกครั้งครับเพื่อความเข้าใจ
จากคุณ : เคารพ - [08 ธ.ค.53 22:12]
ความคิดเห็นที่  23 :
ตอบ 21
หลักกฎหมายที่สำคัญหมายถึงหลักกฎหมายจากตัวบทที่จะนำไปตอบเฉพาะประเด็นนั้น เช่นเมื่อเราวินิจฉ้ยว่าการกระทำของจำเลยเป็นประมาท เราก็ต้องให้เหตุผลว่า แม้จำเลยจะไม่มีเจตนาแต่จำเลยก็กระทำไปโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ เป็นต้น

การตอบปัญหาเราไม่จำต้องวางหลักกฎหมาย แต่ในคำตอบของเราในทุกประเด็นจะต้องมีเหตุผลที่เป็นหลักกฎหมายเสมอ

หลักกฎหมายที่มาจากตัวบทนั้นยิ่งแม่นเท่าไร คะแนนก็มาเต็มที่

ตัวอย่างจากการสอบปากเปล่าวันนี้
คนที่1 ตอบอธิบายเรื่องฟ้องซ้ำตามใตรา 148 ว่า " คดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว........"
คนที่ 2 ตอบว่า "คดีที่ศาลตัดสินเป็นยุติแล้ว...."
เช่นนี้ ใครควรได้คะแนนมากกว่ากัน


จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [10 ธ.ค.53 12:37]
ความคิดเห็นที่  24 :
กราบสวัสดีอาจารย์ครับ

จากคุณ : กระจกเงา - [10 ธ.ค.53 12:39]
ความคิดเห็นที่  25 :
ตอบ 22
หลักเรื่องผลไม้ที่เป็นพิษนี้คงต้องอธิบายยาวมาก อาจารย์พิมพ์ไม่เก่ง แต่ถ้ามาสอบถ่ามที่เนติเวลาอาจารย์มาสอน หรือพยายามอ่านที่อาจารย์เขียนไว้ในการสอนปริญญาโทจะดีกว่า เพราะถ้าอธิบายสั้นๆ อาจสับสน ทำให้งง หรือเกิดการโต้แย้ง

อาจารย์จึงขอชี้แจงว่า นักศึกษาที่สอบเนติและผู้ช่วยควรศึกษาเรื่องบทตัดพยานของไทยให้เป็นระบบและเข้าใจหลักกฎหมายดังกล่าวจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และเจตนารมณ์การแก้ไขเพิ่มเติมบทตัดพยานที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ดังนี้
1 บทตัดพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบตามมาตรา 226 ซึ่งเป็นบทตัดพยานเด็ดขาด
2.บทตัดพยานหลักฐานที่เป็นถ้อยคำในชั้นจับกุม ตามมาตรา 84 วรรคท้ายที่เจ้าพนักงานปฏิบัติไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นบทตัดพยานเด็ดขาด
3.บทตัดพยานหลักฐานที่เป็นถ้อยคำในชั้นสอบสวนที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 134/4 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทตัดพยานที่เด็ดขาด
4. บทตัดพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นผลชองพบานหลักฐานที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยไม่ถูกต้อง ตามมาตรา 226/1 ซึ่งเป็นบทตัดพยานที่มีข้อยกเว้น

บทตัดพยานทั้ง 4 หัวข้อ มีหลักเกณท์และองค์ประกอบที่ชัดเจน และขอให้แม่นในหลักและทำความเข้าใจให้ถูกต้องจะตอบปัญหาได้ถูกต้องแน่นอน อย่าเอาฎีกาเก่าๆมาพยายามตีความเพื่อหาธง แต่ปัจจุบันกฎหมายแก้ไขแล้ว ต้องหาธงและเหตุผลจาก 4 มาตรา ดังกล่าว

ข้อที่จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดเสมอก็คือ นำเรื่องการสอบสวนชอบหรือไม่ขอบไปปนกับบทตัดพยาน เพราะมันคนละเรื่องกัน แต่ที่ปรากฎในฎีกาก็เพราะคู่ความเช่นจำเลยมักจะอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบ พยานหลักฐานฟังไม่ได้ ศาลฎีกาจึงจำเป็นต้องวินิจฉัยว่ามันคนละเรื่องกัน การสอบสวนไม่ชอบส่งผลต่ออำนาจฟ้อง

ในสหรัฐไม่มีหลักกฎหมายเรื่องการสอบสวนชอบหรือไม่ชอบที่ส่งผลต่ออำนาจฟ้อง เพราะการสอบสวนของเขาไม่ใช่เงื่อนไขของการฟ้องคดีต่อศาล อัยการเขาจึงเข้าไปดูแลการสอบสวนได้ เพื่อให้พยานหลักฐานไม่มีปัญหาในชั้นศาล ระบบของเขาถ้าจำเลยให้การปฏิเสธ อัยการต้องนำคดีไปไต่สวนมูลฟ้องในศาล หรือ โดยคณะลูกขุนใหญ่(grand jury)ก่อน ดังนั้นเมื่อศาลไมสามารถควบคุมเรื่องการสอบสวน ศาสจึงควบคุมการกระทำของเจ้าพนักงานในชั้นสอบสวนโดยใช้บทตัดพยานตามทฤษฎีที่เราเรียกว่า ผลไม้ของต้นไม้ที่เป็นพิษ

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [10 ธ.ค.53 13:09]
ความคิดเห็นที่  26 :
สำหรับแนวคิดของอาจารย์เรื่องหนังสือที่ว่า สุดยอดเลยครับ ตรงกับวิกิพีเดียเลย เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและนักกฎหมายทุกคน ขอบุคุณล่วงหน้าครับ

และขอบพระคุณสำหรับคำตอบครับ ผมเริ่มจับหลักได้แล้วครับ จะค้นคว้าต่อไป

จากคุณ : เคารพ - [10 ธ.ค.53 23:14]
ความคิดเห็นที่  27 :
อาจารย์ครับ การยื่นบัญชีระบุพยานโดยอ้างพยานบุคคล โดยระบุชื่อพยานแต่มิได้ระบุที่อยู่ของพยาน จะเป็นบัญชีระบุพยานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และถ้าเป็นบัญชีระบุพยานที่ไม่ชอบและคู่ความอีกฝ่ายไม่คัดค้าน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้หรือไม่
จากคุณ : นายเสงี่ยม - [11 ธ.ค.53 11:16]
ความคิดเห็นที่  28 :
ในคดีอาญา การที่อัยการระบุพยานว่า สรรพเอกสารและสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ถือเป็นการระบุพยานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ครับ เพราะมีฎีกาปี ๕๒ ตัดสินว่าชอบด้วยกฎหมาย แต่ฎีกาดังกล่าวอ้างกฎหมายเก่า คือ ป.วิ.พ.มาตรา ๘๘ ประกอบ ป.วิอ.มาตรา ๑๕ แต่ปัจจุบัน ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๙/๑ ได้บัญญัติไว้โดยตรงแล้ว จึงสงสัย
จากคุณ : สุรินทร์ - [11 ธ.ค.53 12:30]
ความคิดเห็นที่  29 :
กราบเรียนท่านอาจารย์ สอบถามวิแพ่งผิดกติกาหรือเปล่าครับ
สงสัยเกี่ยวกับ ม.๒๘๘ ว.๒ ที่ว่าให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา ทำไมต้องมีถ้อยคำนี้ด้วยครับ และข้อยกเว้นใน ๒๘๘ว.๒ อนุมาตรา (๑) และ (๒) การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีตรงส่วนไหนที่ไม่เหมือนคดีธรรมดาครับ

จากคุณ : prius (พี่อู๊ด) - [12 ธ.ค.53 22:58]
ความคิดเห็นที่  30 :
เรียน อาจารย์พรเพชร มีคำถามอยากทราบว่า ในคดีอาญา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่ในชั้นพิจารณาคดีโจ. ไม่ได้นำพยานฯเข้าสืบอีกครั้ง ศาลจะเอาพยานฯที่สืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในตอนพิจารณาพิพากษาคดีได้หรือไม่ ขอขอบพระคุณ
จากคุณ : ลูกศิษย์ - [13 ธ.ค.53 16:00]
ความคิดเห็นที่  31 :
อยากถามอาจารย์ว่า คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์นั้นมีกรณีที่ขอสืบพยานล่วงหน้าหรือไม่ครับ ทั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง

อีกข้อคือ อยากถามความเห็นของอาจารย์เกี่ยวกับประเด็นว่าหนังสือสัญญาจำนองเป็นเอกสารมหาชนหรือไม่

ขอบคุณอาจารย์มากครับ

จากคุณ : ซ่งฉือ - [15 ธ.ค.53 01:01]
ความคิดเห็นที่  32 :
เรียนถามอาจารย์ เนื่องจากปัญหาในการตอบ วิแพ่ง มาตรา 94 ซึ่งเป็นข้อสอบหลายสนาม แต่เวลาตอบแล้วคะแนนไม่ค่อยได้ ผมอยากให้อาจารย์ช่วยกรุณาแนะนำและช่วยตอบข้อสอบเป็นแนวทางโดยยกตัวอย่างข้อสอบเก่าสนามไหนก็ได้
เคยเรียนกับอาจารย์เคยบอกว่าถูกต้องได้เต็ม

จากคุณ : + - [15 ธ.ค.53 09:58]
ความคิดเห็นที่  33 :
เรียนอาจารย์ ครับ สงสัยถึงความแตกต่างระหว่าง คำว่า "เสียงข้างมาก" กับ "ความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย" ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๘๔ เป็นอย่างไรครับ เพราะเข้าใจว่า หากมีการลงคะแนนเสียงแล้วไม่เป็นเอกฉันท์ มันก็จะเป็นกรณี "ความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย " ดังนั้น เมื่อการลงมติไม่เป็นเอกฉันท์เกิดขึ้น ไม่ว่า กรณีใดๆ จะต้องให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่ายอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า ทุกกรณี ใช่หรือไม่ ขอบพระคุณครับ
จากคุณ : ขอบพระคุณครับ - [15 ธ.ค.53 11:02]
ความคิดเห็นที่  34 :
ถึง ความคิดเห็นที่ 32 และ ท่านอ.พรเพชร
++++++++++++++++++++++++++++
เนื่องจากคำถามใน คห. 32 ท่าน อ. พรเพชร ได้เคยให้ความเห็นไว้ในกระทู้ก่อนๆแล้ว ผมขออนุญาตนำมาลงไว้ในกระทู้นี้ เพื่อเผยแพร่อีกครั้งหนึ่งนะครับ


++++++++++++++++++++++++++++++
หัวข้อสนทนา : คำแนะนำผู้เตรียบสอบผู้ช่วยฯ จากท่าน อ.พรเพชร วิชิตชลชัย
ท่าน อ.พรเพชร วิชิตชลชัย ได้ให้คำแนะนำไว้ในกระทู้ที่ 812390
หัวข้อสนทนา : สอบผู้ช่วยมาหลายครั้งคะแนนขาดไม่เกิน 5 แต้มจะทำอย่างไรให้สอบติด
-------------------------------------------
การทำคะแนนสอบผู้ช่วยได้คะแนนเกือบได้ทุกครั้งแสดงว่ามีความรู้กฎหมายในระดับที่ควรจะสอบได้ เพราะข้อสอบผู้ช่วยมีน้อยข้อมากที่จะตอบถูกโดยฟลุ๊ก
การแก้ไขน่าจะทำโดยประเมินผลตัวเองโดยพิจารณาจากคะแนนที่ได้แต่ละข้อว่าเป็นไปตามเป้าหรือไม่ ถ้าไม่แสดงว่าเราตอบไม่สมบูรณ์ ต้องหาจุดแก้ไข
มีข้อสังเกตว่าข้อใดที่เราตอบถูกในขณะที่คนส่วนใหญ่ตอบไม่ถูก เราจะได้คะแนนดี แต่ถ้าข้อนั้นใครๆก็ตอบถูกแล้วเราก็ถูก การที่จะได้คะแนนสูงทำยากกว่า ยิ่งถ้าเราตอบผิดในขณะที่คนส่วนใหญ๋เขาถูกโอกาสได้ศุนย์มีมาก
ข้อสอบที่มีหลายประเด็น ไม่ตอบแยกประเด็น ตอบมั่วไปถูกบ้างผิดบ้างแล้วหลอกตัวเองว่าถูกครึ่งข้อ แต่ผลออกมาจริงแทบไม่ได้คะแนน เป็นเรื่องปกติ
การตอบข้อสอบหลายคนไม่ตั้งใจให้สมบูรณ์เพื่อได้คะแนนเต็ม เลขบทมาตราที่จำได้เช่นปวิพ.มาตรา 94 ก็ไม่กล้าเขียน ไม่กล้าจำ ไปหลงเชื่อคำแนะนำที่บอกว่าไม่จำเป็นก็เคยสอบได้มาแล้วเป็นต้น ให้ดูธงคำตอบของคณะกรรมการแล้วพิจารณาให้ดีว่า ทุกข้อทุกประเด็นเขาอ้างบทกฎหมายหรือไม่
เวลาทำคำตอบเราต้องถามตัวเองว่า คำตอบของเราได้ตอบโดยฟันธงผลของปัญหาที่ถามครบถ้วนหรือไม่ และได้ตอบโดยมีหลักกฎหมายที่ถูกต้องหรือไม่ การอ้างหลักกฎหมายให้ใส่เฉพาะตรงประเด็นที่เป็นคำตอบเท่านั้น ไม่ใช่อ้างทั้งมาตรา จะอ้างหลักกฎหมายก่อนแล้วนำข้อเท็จจริงมาปรับแล้วฟันธงผลของคำตอบก็ได้ หรือจะนำข้อเท็จจริงมาฟันธงก่อนแล้วตามด้วยหลักกฎหมายก็ได้ ไม่ผิดกติกา

ตัวอย่าง ธงคำตอบมี่ว่า "ศาลสามารถฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับเอกสารได้เพราะเข้าข้อยกเว้นตามปวิพ.มาตรา 93(4)"
เราควรตอบดังนี้ " ในปัญหาที่ว่าศาลจะฟังสำเนาเอกสารหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้หรือไม่ หลักกฎหมายเรื่องนี้คือปวิพ.มาตรา 94(3) ซึ่งบัญญัติว่า ................. ข้อเท็จจริงตามปัญหาปรากฎว่า เมื่อตอนโจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวและนำสืบเอกสารนั้น จำเลยไม่ได้คัดค้านเอกสารนั้นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในปวิพ.มาตรา125 ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ จึงเข้าข้อยกเว้นที่ศาลจะรับฟังสำเนาเอกสารได้ตามมาตรา93(4)ดังกล่าวข้างต้น "

หรือจะตอบกลับกันโดยนำข้อเท็จจริงตามปัญหามาฟันธงก่อนแล้วตามด้วยหลักฎหมายของมาตรา93(4) ก็ได้

การตอบข้อสอบที่ถามปวิพ.มาตรา 94 ควรทำคะแนนได้ดีเมื่อถูกธง แต่ได้ เพียง 5 หรือ 6 แสดงว่าตอบไม่สมบูรณ์ ได้เคยแนะนำไว้แล้ว ในเวปเนติ หรือในกระทู้ในบอร์ดนี้ ลองค้นหาดู

วิธีการตอบข้อสอบ ปวิพ.มาตรา 94
ในโอกาสขึนปีใหม่ไทย ไม่ได้ไปไหน ตรวจข้อสอบเนติ เลยคิดว่าน่าจะถือโอกาสนี้แนะนำการตอบข้อสอบกฎหมายพยาน เรื่องปวิพ. มาตรา 94

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโอกาสของการออกมาตรา 94 มีสูงมากในทุกสนามสอบ หลังจากไม่ออกมา3/4ปี ปีนี้ก็ออกตามคาด เมื่อใดมีการออกมาตรานี้ควรดีใจเพราะโอกาสทำคะแนนได้สูงมีมาก

มีข้อสังเกตของการเตรียมพร้อมและการตอบข้อสอบดังนี้

1.ต้องท่องมาตรา 94 ให้ขึ้นใจเครียมพร้อมไว้

2.การตอบข้อสอบมาตรานี้ต้องอ้างมาตรา 94เสมอ ไม่อ้างไม่ได้เพราะใครๆก็รู้

3.วิธีการตอบไม่ใช่การใส่ตัวบทมาตรา 94 ไว้ในตอนต้นของคำตอบ เขียนไปเสียเวลาเปล่า ห้ามลอกตัวบทไว้ในตอนต้นของคำตอบ

4.เริ่มตอบด้วยการวิเคราะห์ในประเด็นแรกว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในบังคับของมาตรา 94 หรือไม่เสียก่อน ซึ่งแน่นอนต้องใส่หลักกฎหมายอันเป็นข้อความตอนแรกของมาตรา 94 แล้วนำข้อเท็จจริงตามคำถามมาปรับ เช่นสัญญาจะซื่อขายตามปัญหาอยู่ในบังคับของมาตรา 94 หรือไม่

5.คำถามมาตรา94มักมี 2 ส่วนเป็นข้อ ก. และ ข. ต้องแยกตอบให้ชัดเจน และย่อหน้า

6.เมื่อวินิจฉัยตอนแรกว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 94 แล้ว ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า จะเป็นการสืบเพื่อ เปลี่ยนแปลงแก้ไข ตัดทอน หรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสารหรือไม่

7.แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า จะสืบพยานได้ต่อเมื่อเป็นการสืบประกอบข้ออ้างของคู่ความ ซึ่งหมายความว่าต้องตั้งเป็นประเด็นไว้ ดังนั้นต้องดูคำถามให้ดีว่ามีประเด็นหรือไม่

8. การวินิจฉัยต้องชัดเจน ว่าเป็นการนำสืบซึ่งมีผลในเรื่องใด ต้องฟันธงให้ชัดเจนว่าเป็นการแก้ไข หรือเป็นการเพิ่มเติม หรือเป็นการตัดทอน ห้ามพูดรวมๆไปเพราะจะได้คะแนนน้อย ผู้ตรวจบางตนเข้มงวดมาก

9.ข้อสอบเรื่องการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขมักจะวินิจฉัยได้ง่ายกว่า การนำสืบเพิ่มเติม

10.การนำสืบเพิ่มเติมมักจะต้องพิจารณาเพื่อหาเส้นแบ่งระหว่าง การสืบเพิ่มเติมกับการนำสืบข้อตกลงพิเศษต่างหากจากสัญญา หลักคิดมีว่าปกติไม่ว่าจะเป็นสัญญากู้ หรือสัญญาซื้อขาย หากเป็นเรื่องที่ปกติจะต้องเขียนไว้ในสัญญาประเภทนั้นๆ แล้วไม่ได้เขียน เช่นนี้จะสืบพยานบุคคลว่ามีข้อความเพิ่มเติมไม่ได้ การนำสืบข้อตกลงพิเศษต่างหากจากสัญญาหมายถึงมีการตกลงในเรื่องอื่นๆเพิ่มเช่นมีการตกลงเรื่องการสร้างถนนผ่านที่ดิน เป็นต้น

11.หากเป็นการนำสืบหักล้างเอกสารอันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา94 วรรคท้าย ก็ต้องวางหลักกฎหมายให้ชัดเจน แล้ววินิจฉัยว่า เข้าข้อยกเว้นเรื่องใด เป็นการนำสืบว่าเอกสารปลอม หรือเป็นการสืบว่าหนี้ตามสัญญาไม่สมบูรณ์ เวลาวางหลักกฎหมายเขียนรวมได้ แต่เวลาวินิจฉัยต้องชัดเจน ที่สำคัญอย่าลืมก็คือว่ามีข้ออ้างหรือประเด็นหรือเปล่า

12. สรุปแล้ว ประโยชน์ของการท่องมาตรานี้ได้คือ จะนำหลักกฎหมายแต่ละตอนมาวินิจฉัยได้ตามประเด็นของคำถาม ข้อสอบมาตรานี้ไม่ควรใช้เวลาเกิน 15 นาที เพื่อเหลือเวลาทำข้ออื่น เนื่องจากหลักกฎหมายจะเขียนได้ไหลลื่น

13.อย่าตกม้าตาย ต้องเขียนในคำตอบให้ชัดเจนว่าเป็นการห้ามรับฟังพยานบุคคล ไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นคำรวม

14.อย่าลืมว่าการตอบปัญหากฎหมายในแต่ละเรื่องแต่ละตอนต้องประกอบด้วยหลักกฎหมายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อความในมาตราเสมอ

15.ข้อเท็จจริงในคำถามมีความสำคัญเพราะ ปกติแล้วต้องนำข้อเท็จจริงในคำถามมาตอบเพื่อปรับหลักกฎหมายเสมอ แต่มีข้อยกเว้นหากไปเจอข้อสอบที่ไม่ได้มาตรฐานนำข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวมาใส่ไว้ในคำถาม ข้อสอบเนติได้มาตรฐาน99%

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [14 เม.ย.51 19:29]
++++++++++++++++++++++++++++++
ขอขอบพระคุณ ท่าน อ. พรเพชร สำหรับคำแนะนำในการตอบปัญหากฎหมายครับ

รูปสวย glitter emoticon comment glitter.mthai.com
N a-K honW anY ou‘llN everW alkA lone
จากคุณ : Na-KhonWan You'll Never Walk Alone - [15 ธ.ค.53 17:57]
ความคิดเห็นที่  35 :
ขอบคุณ คุณ คห 34 เป็นประโยชน์มาก
จากคุณ : 32 - [16 ธ.ค.53 09:46]
ความคิดเห็นที่  36 :
ขอบคุณความเห็นที่ 34 ที่นำเรื่องที่อาจารย์เคยอธิบายไว้มาตอบอีกครั้ง

ตอบ 27 บัญชีระบุพยานบุคคลระบุชื่อไว้ก่อนก็ได้ครับ โดยอ้างว่ากำลังหาที่อยู่ที่แน่นอน แตเมื่อถึงเวลาสืบพยานหากไม่สามารถนำตัวมาได้ ศาลก็คงสั่งตัดพยานปากนี้

ตอบ 28 คดีอาญาน่าจะอ้างสรรพเอกสารไม่ได้แล้วนะครับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ส่วนฎีกาปี 2552 อาจารย์หมายเหตุไว้แล้วนะครับ คอยติดตามในฎีกาสำนักงานศาส

ตอบ 29 ไม่ผืดกติกาครับที่จะถามเรื่องอื่น แต่ถ้าไม่ใช่วิชาพนานต้องขอเวลาค้นคว้าหน่อย ถ้าตอบผิดจะเสียหาย
อนึ่ง คำถามทั้งหลายมาร่วมด้วยช่วยกันตอบได้นะครับ ไม่ต้องรออาจารย์ เพราะอาจารย์ใช้เครื่องที่เนติตอบเวลามาสอน และปกติจะมาวันเสาร์

ตอบ 30
ดูมาตรา 226/5 นะครับ มีพยานหลักฐาน 2 ประเภท คือ คำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และคำเบิกความของพยานที่เคยเบิกความไว้ในคดีอื่น ซึ่งศาลอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานๆได้ในชั้นพิจารณา หากมีเหคุจำเป็นหรือมีเหตุอันสมควร
แต่ต้องระวังคือ การที่ศาลจะฟังนั้นต้องมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร องค์ประกอบนี้สำคัญมาก
เคยมีฎีกาก่อนที่จะมีกฎหมายมาตรา 226/5 ว่า ศาลรับฟังคำให้การในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ แต่มีข้อสังเกตว่าเป็นการรับฟังที่เป็นผลร้ายกับโจทก์
ดังนั้นถ้าจะนำมารับฟังคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้องให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย อาจารย์เห็นว่าไม่น่าจะมีเหตุสมควรที่ศาลจะอ้างครับ

คำถามอื่นยกยอดไปตอบวันเสาร์นะครับ

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [16 ธ.ค.53 12:23]
ความคิดเห็นที่  37 :
ขอบคุณครับอาจารย์ที่ท่านอาจารย์แวะมาให้ความรู้และกำลังใจนักศึกษา หรือลูกศิษย์ที่กำลังเตรียมสอบในสนามต่างๆ (เวปแห่งนี้น่าจะมีคุณค่าขึ้นเหมือนสมัยก่อนๆประมาณ 7 ปีที่แล้ว ที่บรรยายการช่วยเหลือเกื้อกูลดีมากๆ อยากให้เป็นเวปแห่งนี้เป็นกฎหมายที่ดีและมีคุณค่าต่อๆไปครับ)
จากคุณ : ตลิ่งชัน ลำน้ำชี - [16 ธ.ค.53 13:26]
ความคิดเห็นที่  38 :
วันนี้อาจารย์มาประชุมกรรมการเนติ ได้พูดคุยกับกรรมการฝ่ายอัยการ และได้ทราบว่าข้อสอบปากเปล่าออกมาตรา 226/1 แต่ปรากฎว่ามีทำกันไม่ได้เป็นจำนวนไม่น้อย
อาจารย์ฟังแล้วก็รู้สึกเสียใจเพราะผู้เข้าสอบสนามเล็กนี้มีจำนวนมากที่น่าจะเป็นลูกศิษย์ชั้นป.โทกับอาจารย์และ อาจารย์สอนโดยให้ความสำคัญกับมาตรา 226/1อย่างมาก เมื่อออกมาตรานี้น่าจะเข้าทางเลย
เวลาสอนที่เนติอาจารย์ก็เน้นย้ำเสมอเรื่องความเข้าใจในบทตัดพยานในคดีอาญา แต่อาจารย์มีความรู้สึกว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจและพยายามโต้แย้งผิดๆ ซึ่งเมื่อก่อนนี้มีจำนวนมากทีเดียว แต่ตอนหลังเมื่อธงผู้ช่วยและธงเนติออกมาตามแนวที่อาจารย์สอนไว้ ก็ดีชึ้น
ลองไปทบทวนคำตอบของอาจารย์ในความเห็นที่ 25 นะครับ

ข่าวดีต่อไปคืออัยการเปิดสนามใหญ่ต่อ แต่มีการจำกัดการรับจำนวน เช่น 150 คน แบบที่เคยทำกับสนามเล็ก และเห็นบอกว่าจะไม่สอบชนกับศาลนะครับ ดังนั้นลูกศิษย์อาจารย์ก็เตรียมพร้อมไว้ ได้สอบทั้ง 2 สนามเลย ดูหนังสือครั้งเดียว ส่วนวันสอบแน่นอนต้องให้เวลาเขาหาสถานที่และความพร้อมก่อนนะครับ

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [16 ธ.ค.53 14:32]
ความคิดเห็นที่  39 :
ขอบคุณครับ อยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่าท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนผู้สอบได้ของอัยการ
และอีกเรื่องคือท่านอาจารย์เห็นว่าจูริสนี่อ่านดีไหมครับ

จากคุณ : ขอบคุณครับ - [17 ธ.ค.53 10:43]
ความคิดเห็นที่  40 :
ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง สำหรับคำตอบ ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนต่อไป
จากคุณ : ความเห็นที่ 30 - [17 ธ.ค.53 11:22]
ความคิดเห็นที่  41 :
กราบเรียนท่านอาจารย์ที่เคารพ ศิษย์พลาดเองครับ ตอบมาตรา 226/1 ไม่ได้ ทั้งๆที่เรียนกับอาจารย์ที่รามบางนา มาแล้ว เข้าห้องสอบแล้วมึนครับ ตัวบทมันยาว เป็นอันว่าผมเข้าห้องเย็นคงไม่มีชื่อใน 50 คน ขอแก้ตัวสนามใหญ่ศาลครับ พยาน 3 ข้อ ขอให้ออก มาตรา 94 มาสักข้อทีเถอะ จะยึดแนวตอบของท่านอาจารย์ครับ
จากคุณ : ศิษย์รามบางนา - [17 ธ.ค.53 14:44]
ความคิดเห็นที่  42 :
ตอบ 29
มาตรา 228 วรรคสองก็หมายความว่า คดีร้องขัดทรัพย์ซึ่งยื่นคำร้องเข้ามาในลักษณะคดีฝ่ายเดียว แต่วรรคสองก็บัญญัติให้พิจารณาและชี้ขาดเหมือนคดีธรรมดา เพราะมันมีลักษณะเหมือนคดี 2 ฝ่ายนั่นเอง
ส่วนเรื่องข้อยกเว้นตาม(1) และ(2) นั้นถามอ.สุวัฒน์แล้วท่านอธิบายยาวมาก ลองติคตามถามอ.สุวัฒน์เวลาท่านมาสอนนะครับ

ตอบ 31
คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ตามมาตรา 237 ทวิ ให้อำนาจแต่พนักงานอัยการเท่าน้นครับ ก่อนฟ้องราษฎรเป็นโจทก์จึงสืบพยานล่วงหน้าไม่ได้ ส่วนเมื่อหลังฟ้องแล้ว การกำหนดวันสืบพยานที่จะร่นเข้ามมา ย่อมทำได้เมื่อศาลเห็นสมควร

ตอบ 39
การกำหนดจำนวนที่จะบรรจุผู้สอบเข้ารับราชการย่อมทำได้ครับ เพียงแต่อัยการพึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรก ก็เลยมีข้อวิจารณ์มาก
อาจารย์ไม่เคยอ่านจูริส แต่ทราบว่าเป็นหนังสือที่รวบรวมบทคัดย่อฎีกาไว้เป็นหมวดหมู่ในประเด็นข้อกฎหมายแต่ละเรื่อง ดังนั้นน่าจะเป็นหนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นคว่าได้ดีทีเดยว
แต่มีข้อสังเกตว่า บทคัดย่อของคำพิพากษาศาลฎีกา ไม่ว่า ของเนติหรือของสำนักงานศาลที่อาจารย์เป็นบรรณาธิการนั้นเป็นผลงานอันมีลิชสิทธิ์นะครับ

ตอบ 41
มีสนามใหญ่ให้แก้ต้วในปีนี้อีก 2 สนาม ครับ พยายามต่อไป

จากคุณ : อ.พรเพชร วิชิตชลชัย - [18 ธ.ค.53 12:11]
ความคิดเห็นที่  43 :
อาจารย์ครับ

ตรงเรื่องที่ว่า

ความมีอยู่หรือไม่และการตีความรวมทั้งการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายของ กฎหมายต่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ
รวมไปถึง ความมีอยู่หรือไม่ของกฎหมายลำดับรอง ที่มีฐานะต่ำกว่ากฎกระทรวง

โดยเนื้อแท้แล้วเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ในหลักวิชาพยานหลักฐาน ปัญหาเหล่านี้ให้ถือเป็นปัญหาข็อเท็จจริงที่ต้องใช้พยานหลักฐานนำสืบ

คำถามคือ การที่เราถือว่าปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาข็อเท็จจริง เราเอาไปใช้กับ ลักษณะอุทธรณ์ฎีกาด้วยหรือไม่ คือสงสัยว่าจะถือว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย ครับ

ขอความกรุณาด้วยครับ

จากคุณ : เด็กเนปีนี้ - [18 ธ.ค.53 16:38]
ความคิดเห็นที่  44 :

ผมสงสัยเรื่อง ปัญหาการโต้แย้งดุลพิิจของศาล

ในเรื่องที่ว่า เมื่อคู่ความอุทธรณ์ว่า ศาลวินิฉัยพยานหลักฐานนอกสำนวน เป็นการไม่ชอบ ทำไมเราถึงต้องดูก่อนว่าที่คู่ความอุทธรณ์ นั้น อุทธรณ์มาจริงหรือไม่ ถ้าจริงเป็น เรื่องที่ วินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ถ้าไม่จริง ก็เป็นเรื่องที่คู่ความโต้แย้งดุลพินิจศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง

คำถามคือ
เราเอาหลัก ตรงนี้ไปปรับได้ในทุกๆเรื่องหรือเปล่าครับ เช่น คู่ความอุทธรณ์มาว่า ศาล มีคำสั่งใดๆก็ตามไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราก็ต้องดูว่า คำสั่งของศาลนั้นไม่ชอบจริงหรือไม่ ถ้าไม่ชอบจริงก็เป็นเรื่อง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ถ้าชอบแล้ว เป็นการอุทธรณ์ โต้แย้งดุลพินิจ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ?

หรือว่า หลักนี้เราเอาไปใช้ได้ ต่อเมื่อ มันมีข้อเท็จจริงปรากฎมาแล้วในสำนวน เมื่อขึ้นมาถึงศาลสูง

หรืออย่างไร ครับ

สุดท้าย ขอความกรุณา อาจารย์ได้โปรดวางหลัก เรื่องปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมาย ไว้เป็นแนวทางศึกษาด้วยครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ

จากคุณ : เด็กเนปีนี้ - [18 ธ.ค.53 17:01]
ความคิดเห็นที่  45 :
ขอบคุณ อ.พรเพชร มากครับ
จากคุณ : ซ่งฉือ - [18 ธ.ค.53 19:14]
ความคิดเห็นที่  46 :
ขอกราบเรียนถามท่านอ.พรเพชรค่ะ แต่ขอนอกเรื่องไม่เกี่ยวกับกฎหมายพยานนะคะ แต่เป็นเรื่องที่อ.พูดในวันนี้ว่า ไม่ควรซื้อที่ดิน ทบท. 5 (ไม่แน่ใจว่าเขียนอย่างนี้หรือไม่นะคะ) พอดีหนูมีที่ดินดังกล่าวอยู่วังน้ำเขียว แต่หนูไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายที่ดิน เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนค่ะ อยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่า
1. ที่ดิน ทบท.5 สามารถขายกันได้โดยวิธีใดหรือไม่คะ
2. ถ้าขายไม่ได้แล้ว เพราะเหตุใดเมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าว ศาลจึงพิพากษาให้ต่างฝ่ายต่างโอนที่ดินและชำระค่าที่ดินให้แก่กัน ทั้งๆ ที่ ฝ่ายผู้จะซื้อซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้น ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน แต่ศาลก็พิพากษาให้ผู้จะขายโอนที่ดินดังกล่าวให้ และให้ผู้จะซื้อชำระเงิน

ด้วยความเคารพและขอขอบพระคุณอาจารย์ที่เมตตาค่ะ

จากคุณ : TTI - [18 ธ.ค.53 19:46]
ความคิดเห็นที่  47 :
อาจารย์ครับ เหตุใด สองฎีกานี้จึงต่างกันครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772 - 3775/2545
ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศ ให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันการที่โจทก์ออกโฉนด ที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังประกาศดังกล่าว แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอนก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มิได้ครอบครองอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าแย่งจากโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีที่ราษฎรฟ้องกันเองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสำนวนละ200 บาท

------------------------------------

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2549
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครอง ขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชดใช้ค่า เสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้จับจองครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณะ ขอให้ยกฟ้อง เป็นคดีมีข้อพิพาทโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ ตีราคามาเป็นเงิน 50,000 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าแผงขายสินค้าที่จำเลยปลูกสร้างอยู่ในเขตที่ดินที่โจทก์ มีสิทธิครอบครอง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นใน การรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว อุทธรณ์โจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดัง กล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์และพิพากษาคดีมาจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่จำนวนทุนทรัพย์ที่ พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

---------------------------------
เป็นเพราะอะไรครับ
เป็นเพราะ คำให้การ ของ จำเลยหรือเปล่าครับ

จากคุณ : ขอความรู้ด้วยครับ - [18 ธ.ค.53 20:43]
ความคิดเห็นที่  48 :
อันนี้ คดีแรกครับ 3772 - 3775/2545

คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกนายไสว หนูคูขุด เป็นจำเลยที่ 1 นายบุญสม รัตนสาร เป็นจำเลยที่ 2 นายสุทัศน์ แสงแก้ว เป็นจำเลยที่ 3 นายพานิช คงศิริ เป็นจำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารได้บุกรุกเข้ามา ปลูกขนำเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้รื้อถอนทำลายหลักหมุดแสดงอาณาเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินโจทก์อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีก ต่อไป

จำเลย ทั้งสี่สำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินทั้งเก้าแปลงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั้นเป็นที่ดินสาธารณะที่จำเลยทั้ง สี่กับประชาชนได้ใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาประมาณ50 ปี โดยสงบ เปิดเผย มีเจตนาเป็นเจ้าของโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน หากที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วขอให้ยกฟ้อง
-----------------------------------

อันนี้คดีหลังครับ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 374 ซึ่งใช้ในกิจการโรงแรม ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสิ่งปลูกสร้างขนาดกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 3 เมตร 1 หลัง เพื่อขายสินค้าชนิดต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอน แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการกระทำละเมิด ทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทได้ โดยหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อปี 2537 จำเลยและบุคคลอื่นรวม 20 ถึง 30 คน ไปจับจองที่ดินสาธารณประโยชน์บริเวณชายทะเลหน้าโรงแรมเชอราตัน โดยตั้งแผงลอยขายสินค้าแก่นักท่องเที่ยว ต่อมาหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเห็นว่าการตั้งแผงลอยดังกล่าวไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและยากแก่การควบคุมดูแล จึงประชุมกลุ่มผู้ค้าและจัดแบ่งที่ดินสาธารณประโยชน์บริเวณชายหาดหน้าโรงแรมเชอราตันให้เป็นส่วนสัดเพื่อขายสินค้า โดยไม่ให้แก่งแย่งกันและไม่ให้บังหน้าโรงแรม จำเลยได้รับการจัดแบ่งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะบริเวณชายหาดทะเลอยู่ด้านหน้าทางขวาของโรงแรมเชอราตันขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร จึงปลูกสร้างร้านค้าโดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งและไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยมิได้บุกรุกที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 374 ออกทับที่ดินสาธารณะซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่อาจอ้างว่าเป็นที่ดินของโจทก์ได้ สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินควรเนื่องจากที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 500 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

จากคุณ : ขอความรู้ด้วยครับ - [18 ธ.ค.53 20:49]
ความคิดเห็นที่  49 :
รบกวนถามอาจารย์ เกี่ยวกับบทตัดพยานชั้นจับกุม ตามปวิอ.ม. 84 วรรคท้ายครับ

ที่ว่า ถ้อยคำอื่น?จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง?หรือตามมาตรา?๘๓?วรรคสอง?แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี

คือถ้าเจ้าพนักงานจับ ตามมาตรา 83 วรรคสองต้องแจ้งทั้ง
๑ สิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้
๒ ถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
๓ สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ

แต่ถ้าราษฎรจับ ตำรวจในชั้นรับมอบตัว ตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง ต้องแจ้งเพียง
๑ สิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้
๒ ถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

ดังนี้ หากเจ้าพนักงานในชั้นจับกุมตามมาตรา 83 มิได้แจ้งสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความแก่ผู้ถูกจับ จะมีบท sanction ตามมาตรา 84 วรรคท้ายรึป่าวครับ ซึ่งเป็นบทตัดพยานเด็ดขาด

และกรณีที่ตำรวจชั้นรับมอบตัวตามมาตรา 84 วรรคสองมิได้แจ้งสิทธิ ม.7/1 ดังนี้ จะมีผลต่อการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ และมีบท sanction อย่างไรครับ

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

จากคุณ : แบงค์ครับ - [18 ธ.ค.53 22:01]
ความคิดเห็นที่  50 :
กราบเรียน ท่านอาจารย์ครับ
เมื่อวานผมไปซื้อหนังสือที่เนฯ ที่อาจารย์แต่งครับกำลังจะสอบอ่านผู้ช่วย(ครั้งแรก) ผมติดตามฟังคำบรรยายอาจารย์ทุกเสาร์เช่นกัน ขอความกรุณาเรียนถามอาจารย์ขอคำแนะนำในการอ่านหนังสือและการเตรียมตัวสอบกฏหมายลักษณะพยาน ครับ ขอขอบคุณ

จากคุณ : ผู้น้อยด้อยวิชา - [21 ธ.ค.53 10:14]
หน้าที่ 1/4